วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ทิลลี สมิธ เด็กสาวผู้ช่วยคน 100 ชีวิต รอดเหตุสึนามิ ปี 2547

ทิลลี สมิธ เด็กสาวผู้ช่วยคน 100 ชีวิต รอดเหตุสึนามิ ปี 2547
วันนี้เมื่อ 15 ปีที่แล้ววันที่ 26 ธค. 2547 เป็นวันที่เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ของไทย คือเหตุการณ์​สึนามิ​ เช้าวันที่26 ที่หาดไม้ขาว ครอบครัวชาวอังกฤษที่มาพักผ่อนกัน ลูกสาววัย10ขวบสังเกตุเห็นฟองคลื่นแปลกๆและน้ำทะเลอยู่ไกลมาก เหมือนในvdoที่เคยเรียนเป็นสึนามิที่ฮาวาย และเธอพยายามบอกพ่อ...


ชื่อของเด็กสาวคนนี้คือ ทิลลี สมิธ (Tilly Smith) เด็กสาวชาวอังกฤษวัย 10 ขวบที่มาเที่ยววันคริสต์มาสที่ภูเก็ต พร้อมๆ กับครอบครัวในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้นพอดี โดยในเวลานั้นเด็กสาวได้รู้สึกตัวว่าน้ำทะเลในหาดเริ่มที่จะลดลงอย่างรวดเร็ว
ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันเราจะทราบกันเป็นอย่างดีว่าเป็นสัญญาณของเหตุคลื่นยักษ์ แต่ในเวลานั้นแทบไม่มีใครทราบเลยว่าการที่น้ำลดอย่างรวดเร็วนั้นน่ากลัวขนาดไหน

ทิลลี เล่าว่า เธอนึกขึ้นได้ว่าเคยได้ยินเรื่องความอันตรายของการลดลงอย่างรวดเร็วของน้ำทะเลมาจากวิชาภูมิศาสตร์ก่อนจะเดินทางมาไทย ดังนั้นเธอจึงเตือนพ่อกับแม่และคนบนหาดให้รีบหนี ซึ่งแม้ว่าพ่อแม่ของเธอจะยังงงๆ อยู่บ้าง แต่ก็ตัดสินใจที่จะเชื่อลูกสาวตัวเอง
พวกเขาแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นให้กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชาวญี่ปุ่นซึ่งอยู่แถวๆ นั้น และนำไปสู่การลี้ภัยขึ้นที่สูงของคนบนในหาดที่เด็กสาวและครอบครัวไปเที่ยว จนทำให้ในตอนที่คลื่นซัดเข้ามาจริงๆ ทุกคนที่อยู่บนหาดกับเธอก็ลี้ภัยไปอยู่ในที่ปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และไม่มีใครเลยที่เสียชีวิตทั้งนี้ เรื่องราวที่เกิดขึ้นทำให้ทิลลีได้รับการยกย่องให้เป็นเยาวชนดีเด่นโดยหนังสือพิมพ์เด็กของประเทศฝรั่งเศสในเวลาต่อมา และได้รับฉายาว่าเป็น นางฟ้าแห่งหาดทราย (Angel of the Beach) โดยเหล่าผู้ที่ได้ยินวีรกรรมของเธอ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
ขอขอบคุณข้อมูล : The SUN
edit : thongkrm_virut@yahoo.com

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

ไม่ธรรมดา!! เมื่อพิษณุโลกผุดไอเดียเก๋!! ตู้ไปรษณีย์พลังงานแสงอาทิตย์ ทำอะไรได้บ้าง?

 ไม่ธรรมดา!! เมื่อพิษณุโลกผุดไอเดียเก๋!! ตู้ไปรษณีย์พลังงานแสงอาทิตย์ ทำอะไรได้บ้าง??

ที่ จังหวัดพิษณุโลก พาไปดูตู้ไปรษณีย์แบบใหม่ นอกจากรับจดหมายแล้ว ยังชาร์ตโทรศัพท์มือถือ และตอบคำถามได้ด้วย 
ไม่ธรรมดา!! เมื่อพิษณุโลกผุดไอเดียเก๋!! ตู้ไปรษณีย์พลังงานแสงอาทิตย์ ทำอะไรได้บ้าง??

ที่ จ. พิษณุโลก พาไปดูตู้ไปรษณีย์แบบใหม่ นอกจากรับจดหมายแล้ว ยังชาร์ตโทรศัพท์มือถือ และตอบคำถามได้ด้วย
เมื่อวานนี้ (วันที่ 15 ส.ค 60) ผู้สื่อข่าวพาไปดูตู้ไปรษณีย์แบบใหม่ พร้อมป้ายประชาสัมพันธ์ว่า "พี่ตู้รู้ทุกเรื่อง อยากรู้อะไรสแกนเลย" ถูกแชร์ต่อในสื่อสังคมออนไลน์ ของชาวจังหวัดพิษณุโลก เนื่องจากเป็นตู้ไปรษณีย์ ที่ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ขนาด 20 วัตต์ ผลิตกระแสไฟฟ้าจ่ายผ่านพอร์ต USB สามารถชาร์ตโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตได้ฟรี จากพลังงานแสงอาทิตย์ บริเวณข้างตู้ยังมีคิิวอาร์โค้ด ใช้สามารถสแกนหาเพจแนะนำแหล่งท่องเที่ยว และร้านอาหารได้อีกด้วย
ไม่ธรรมดา!! เมื่อพิษณุโลกผุดไอเดียเก๋!! ตู้ไปรษณีย์พลังงานแสงอาทิตย์ ทำอะไรได้บ้าง??

ตู้ไปรษณีย์ดังกล่าว ติดตั้งในสถานีรถไฟ สถานีขนส่ง ท่าอากาศยาน และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ อย่างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร และศูนย์ประวัติศาสตร์พระราชวังจันทน์ โดยตู้ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ต้องการให้ไปรษณีย์ไทยใหม่ ตอบสนองความต้องการของประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยนำร่อง ที่จังหวัดพิษณุโลก 28 ตู้ ออกแบบลวดลายให้ตรงกับข้อมูลท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญ
ไม่ธรรมดา!! เมื่อพิษณุโลกผุดไอเดียเก๋!! ตู้ไปรษณีย์พลังงานแสงอาทิตย์ ทำอะไรได้บ้าง??
ไม่ธรรมดา!! เมื่อพิษณุโลกผุดไอเดียเก๋!! ตู้ไปรษณีย์พลังงานแสงอาทิตย์ ทำอะไรได้บ้าง??
ไม่ธรรมดา!! เมื่อพิษณุโลกผุดไอเดียเก๋!! ตู้ไปรษณีย์พลังงานแสงอาทิตย์ ทำอะไรได้บ้าง??

ขอบคุณภาพและเนื้อหาข่าวจาก : workpointtv, http://www.workpointtv.com/news/46947
edit : thongkrm_virut@yahoo.com

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

Nile River ..ไขปัญหาแม่น้ำ ไนล์ เหตุใดยังไหลไม่เปลี่ยนทิศทางมา 30 ล้านปี..?

Nile River ..ไขปัญหาแม่น้ำ ไนล์ เหตุใดยังไหลไม่เปลี่ยนทิศทางมา 30 ล้านปี..?




Image result for nile river map

ม่น้ำไนล์ซึ่งเป็นทั้งอู่อารยธรรมและเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา มีความลึกลับชวนพิศวงหลายข้อที่นักภูมิศาสตร์หรือนักธรณีวิทยายังไม่สามารถหาคำตอบได้ โดยหนึ่งในนั้นคือปริศนาที่ว่า เหตุใด “แม่น้ำอันเป็นนิรันดร์” สายนี้ ไม่เคยเปลี่ยนทิศทางการไหลไปแม้แต่น้อย ตลอดระยะเวลาหลายสิบล้านปีที่ผ่านมา
โดยทั่วไปแล้ว แม่น้ำที่มีอายุเก่าแก่มักจะต้องเปลี่ยนทิศทางการไหลไปบ้างตามกาลเวลา เนื่องจากเกิดความเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศโดยรอบหรือภูมิอากาศ แต่แม่น้ำไนล์นั้นกลับไหลอย่างคงที่ในเส้นทางเดิมได้ยาวนาน จากพื้นที่เขาสูงในเอธิโอเปีย ลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ปากแม่น้ำในอียิปต์ คิดเป็นระยะทาง 6,650 กิโลเมตร
ล่าสุดรายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Geoscience ระบุว่าพบหลักฐานที่ชี้ถึงสาเหตุของปรากฏการณ์ดังกล่าวแล้ว โดยทีมนักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส วิทยาเขตออสตินของสหรัฐฯ ค้นพบว่า ธรณีสัณฐานข้างใต้แม่น้ำไนล์ ซึ่งมีลักษณะลาดเอียงลงเรื่อย ๆ จากทางทิศใต้ไปสู่ทิศเหนือของทวีปนั้น สามารถจะคงตัวอยู่ได้ด้วยระบบการไหลเวียนของเนื้อโลกหรือแมนเทิล (Mantle) แบบพิเศษ
ชั้นของเนื้อโลกซึ่งอยู่ระหว่างเปลือกโลกและแก่นโลก ประกอบด้วยหินแข็งและโลหะซึ่งเคลื่อนที่ได้อย่างช้า ๆ เพราะขับเคลื่อนด้วยกระบวนการพาความร้อน (Convection) จากแก่นโลกขึ้นมายังพื้นผิวด้านบน
NASA
ภาพถ่ายจากสถานีอวกาศนานาชาติ เผยให้เห็นแม่น้ำไนล์ไหลคู่ขนานไปกับชายฝั่งทะเลแดง ก่อนลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
การไหลเวียนชนิดนี้เป็นแบบสายพาน ซึ่งดันให้พื้นที่ต้นน้ำในเอธิโอเปียยกตัวสูงขึ้น และดึงให้แผ่นดินที่รองรับสายธารช่วงต่อมาค่อย ๆ ลาดต่ำลงไปทางสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ในอียิปต์ จนทำให้ความแตกต่างระหว่างความสูงของพื้นที่ต้นน้ำกับปลายน้ำมีมากถึง 1.5 กิโลเมตร
นอกจากนี้ ทีมผู้วิจัยยังพบหินภูเขาไฟชนิดเดียวกับที่พบบริเวณต้นน้ำในแถบเขาสูงของเอธิโอเปีย กระจายตัวอยู่ในชั้นดินตะกอนก้นแม่น้ำตลอดสายด้วย ซึ่งบ่งชี้ว่าแม่น้ำไนล์มีอายุเก่าแก่เท่ากับพื้นที่ต้นน้ำคือ 30 ล้านปี นับว่ามากกว่าอายุของแม่น้ำที่เคยมีผู้สันนิษฐานไว้ก่อนหน้านี้ถึง 6 เท่า
ศาสตราจารย์ คลอดิโอ ฟาซเซนนา ผู้นำทีมวิจัยกล่าวว่า “ถ้าไม่มีโครงสร้างทางธรณีวิทยาและระบบไหลเวียนของเนื้อโลกที่คงทนอยู่หลายสิบล้านปีเช่นนี้ แม่น้ำไนล์คงจะเปลี่ยนเส้นทางของกระแสน้ำไปยังทิศตะวันตกของแอฟริกานานแล้ว ซึ่งก็จะทำให้ประวัติศาสตร์โลกและพัฒนาการของอารยธรรมมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปด้วย
Image result for nile river map

ตลอดเส้นทางแม่น้ำ จากประเทศ Egypt until ประเทศ  Ethiopia
ได้เห็นสิ่งต่างๆ ในแถบ ประเทศในแอฟริกา เดี๋ยวให้ป้า ก็อปภาพมาใว้
ก่อน แล้วค่อยมาขยายต่อนะคะ

ตอนนี้เรื่องการเมืองไทย คนไทยนำมาโพสต์ด่ากันทุกวันแล้ว ฉะนั้น ป้าพลอยขอ
เปลี่ยนบรรยากาศ นำโลกภายนอกมาโพสต์ เพื่อบรรเทาความเครียดขืนเสพแต่
เรื่องในประเทศไทย มีหวัง โรคประสาท ถามหานะคะ ...เรายังต้อง เซฟ ความแข็ง
แกร่ง เพื่อ สู้ กับ Dictator bandit gang ไปอีกนาน ...ดูท่าแลัวมันไม่ยอมไปง่ายๆ..

Nile Rever อยู่มาพันปีไม่เคยเปลี่ยนทิศทางแต่ Kong Rever เส้นเลือดใหญ่
แห่งอาเซียนได้เปลี่ยนทิศทางแล้วและจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปเส้นเลือดสายนี้
พม่าไทยลาวเขมรใช้หล่อเลี้ยงผู้คนกันมานับ 100 ปีมาถึงยุคนี้ได้แห้งลงแล้ว
อาเซียนไม่มีใครเดือนร้อนเลยไม่เอะปากกันเลยสักนิดว่าทำไมน้ำถึงแห้งต้นเหตุสาเหตุ
มาจากไหนไม่มีใครกล่าวพูดถึง 

วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2562

“จีนสั่งให้ไปก้องเมื่อไรก็ไปเมื่อนั้น ถูกลวงทั้งก้องทั้งซิ่ว ไม่มีอายขายหน้า โง่งมงายตลอด”


พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. ไม่ปรากฏนามศิลปิน, สีฝุ่น สมัยรัชกาลที่ 4 ประดิษฐานในพระที่นั่งอัมพรสถาน กรุงเทพฯ 
(ภาพจากหนังสือจิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก เล่มที่ 1)

 วาทะประวัติศาสตร์

“จีนสั่งให้ไปก้องเมื่อไรก็ไปเมื่อนั้น ถูกลวงทั้งก้องทั้งซิ่ว ไม่มีอายขายหน้า โง่งมงายตลอด”

บางส่วนของพระบรมราชวินิจฉัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเผยแพร่แก่สาธารณะเมื่อปี 2411 กรณีการส่งจิ้มก้อง หรือเครื่องบรรณาการไปยังประเทศจีน

“…ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินไทยในเวลาล่วงแล้วนั้น ไม่มีความกระด้างกระเดื่องว่าพวกจีนล่อลวงให้เสียยศ จีนสั่งให้ไปก้องเมื่อไรก็ไปเมื่อนั้น ถูกลวงทั้งก้องทั้งซิ่ว ไม่มีอายขายหน้า โง่งมงายตลอดลงมาหลายชั่วอายุคน ความโง่เป็นไปทั้งนี้ ต้นเหตุใหญ่เพราะว่าหนังสือจีนรู้โดยยากที่สุด ไม่เหมือนหนังสือไทยแลหนังสือต่างประเทศทั้งหลายพอจะรู้ได้บ้าง ก็ไทยแท้มิใช่บุตรจีนรู้หนังสือจีนก็ไม่มี ก็เมื่องมงายโง่มาหลายชั่วอายุคนแล้ว พระเจ้าแผ่นดินไทยทั้งหลายในเวลาก่อนนั้น แลเสนาบดีไทยก็โง่งมมาด้วยหลายชั่วแผ่นดินนั้น เพราะความมักง่าย ครั้นทูตเก่าแลล่ามเก่าตายไปหมดแล้ว ได้ยินว่าคราวหนึ่งมีล่ามจีนเป็นคนซื่อแปลความตามฉบับหนังสือจีนที่จริงแจ้งความจริงให้ท่านเสนาบดีไทยในเวลาที่ล่วงแล้วเป็นลำดับมานั้นให้รู้แท้แน่ว่า จีนกวางตุ้งดูหมิ่นดูแคลนมีหนังสือมาสั่งให้ไปก้อง คือให้ไปอ่อนน้อม…”
บางส่วนของพระบรมราชวินิจฉัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเผยแพร่แก่สาธารณะเมื่อปี 2411 กรณีการส่งจิ้มก้อง หรือเครื่องบรรณาการไปยังประเทศจีน
ทั้งนี้ ธรรมเนียมการจิ้มก้องของรัฐบนดินแดนไทยในอดีตมีมานานหลายร้อยปี อาจจะมีขาดช่วงไปบ้าง แต่ก็ถูกฟื้นฟูขึ้นเรื่อยมาจนถึงยุครัตนโกสินทร์ และแม้จะมีลักษณะของการแสดงความนอบน้อมต่อรัฐใหญ่ แต่การอยู่ในสถานะรัฐบรรณาการของจีนก็ทำให้รัฐไทยสมัยนั้นๆ ได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้าเป็นการตอบแทนด้วยเช่นกัน และข้อสังเกตอีกประการคือ สยามส่งเครื่องบรรณาการไปให้จีนเป็นครั้งสุดท้ายคือปี พ.ศ. 2396 ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเอง ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่จีนพ่ายแพ้ในสงครามฝิ่นรอบแรกมาแล้ว หลังจากนั้นอีกสองปี สยามก็ลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริง จากนั้นอีกเพียงหนึ่งปีก็เกิดสงครามฝิ่นขึ้นอีกครั้ง ช่วงระยะเวลาดังกล่าวจึงเป็นภาวะที่จีนกำลังตกต่ำอย่างหนัก ขณะที่อิทธิพลของอังกฤษกำลังเฟื่องฟู


อ่านเพิ่มเติมได้ใน ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์ หน้าหนึ่งในสยาม โดย ไกรฤกษ์ นานา

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562


วิหารพันปีขนาดยักษ์ที่ถูกแกะสลักจากหินก้อนเดียว นี่คือสิ่งมหัศจรรย์ของโลกลำดับที่ 8

วัด kailasa ถูกแกะสลักอย่างน่าอัศจรรย์จากหินก้อนเดียว นอกจากนี้ยังเป็นที่รู้จักกันว่า 'ถ้ำ 16' ของถ้ำ ellora และเป็นที่รู้จักกันสำหรับการเป็นโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ถูกแกะสลักออกจากหินก้อนเดียว อินเดีย



ถ้าพูดถึง “7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก” หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าที่ไหนที่ถูกจัดให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกบ้าง เพราะการจัดอันดับเหล่านี้มีมาหลายยุคหลายสมัย แต่ถ้าเรานับจากการจัดอันดับจากองค์กร The New Open World Corporation (NOWC) ในปี ค.ศ. 2007 ที่ระบุ “7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคใหม่” ได้สรุปเอาไว้คือ กำแพงเมืองจีน, วิหารชีเชน อิตซา, รูปปั้นพระเยซูคริสต์, นครเปตรา, มาชูปิกชู, โคลอสเซียม และ ทัชมาฮาล แต่อย่างที่เราทราบกันดีว่า บนโลกเราใบนี้ยังมีสิ่งมหัศจรรย์ที่น่าทึ่งอีกมากมาย และวันนี้เพชรมายาจะขอพาทุกท่านไปรู้จักกับอีกหนึ่งสิ่งที่ชาวเน็ตยกให้เป็น สิ่งมหัศจรรย์ของโลกลำดับที่ 8 เลยทีเดียว
วิหารไกรลาส (Kailasa Temple) คือวิหารที่ตั้งอยู่ในรัฐมหาราษฏระ ประเทศอินเดีย ที่ถูกแกะสลักขึ้นตั้งแต่ในศตวรรษที่ 8 ในสมัยจักรวรรดิราษฏรกูฏ เพื่ออุทิศให้กับพระศิวะ เทพเจ้าผู้สูงส่งตามความเชื่อของชาวฮินดวิหารที่มีอายุเก่าแก่กว่า 1,300 ปีแห่งนี้ ถือเป็นโบราณสถานของชาวฮินดูที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
สิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวทุกคนต้องทึ่งก็คือ วิหารทั้งหมดถูกแกะสลักจากก้อนหินก้อนเดียวเข้ามาบนเนินของภูเขา
นักโบราณคดีได้คำนวนน้ำหนักหินก้อนนี้ คาดว่ามันน่าจะมีน้ำหนักมากถึง 4 แสนตัน
ถ้าคุณอยู่ในจุดที่เหมาะสมบนเทือกเขาหิมาลัย ก็จะสามารถมองเห็นวิหารไกรลาสได้ ซึ่งชาวฮินดูเชื่อว่านี่คือที่สถิตย์ของเทพเจ้า
สถาปัตยกรรมโบราณที่มีอายุนับพันปีแห่งนี้ ทำให้คนรุ่นใหม่ต้องงุนงงกับความสามารถของคนโบราณ ที่ล้ำหน้ากว่าที่คิดมากนัก
อ้างอิงจากนักโบราณคดี การแกะสลักวิหารที่ยิ่งใหญ่และมีรายละเอียดมากขนาดนี้ในยุคโบราณ ควรจะต้องใช้เวลานับร้อยปี
แต่จริงๆ แล้ววิหารแห่งนี้ใช้เวลาสร้างไม่ถึง 18 ปีด้วยซ้ำไป
นอกจากนั้น ตัววิหารทั้งหมดยังเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีขนาดพอๆ กับทัชมาฮาล
งานแกะสลักบริเวณกำแพงต่างๆ บอกเล่าเรื่องราวความเชื่อตามตำนานของชาวฮินดูเอาไว้อย่างละเอียด
และด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ จึงทำให้บรรดานักท่องเที่ยวต่างยกให้วิหารไกรลาส ควรจะเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกนั่นเอง
ขอขอบคุณที่มา : boredpanda |และผู้เรียบเรียงโดย เพชรมายา

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562

เปิดภาพ “หลุมดำ” ภาพแรกของโลก กลางกาแล็กซี เอ็ม87






This image released Wednesday, April 10, 2019, by Event Horizon Telescope shows a black hole. / AP

เปิดภาพหลุมดำ ภาพแรกของโลก กลางกาแล็กซี เอ็ม87

เปิดภาพหลุมดำ – เมื่อ 10 เม.ย.  ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติจัดแถลงข่าวที่สโมสรสื่อมวลชนแห่งชาติ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เปิดเผยภาพหลุมดำ ภาพแรกของโลก ถ่ายได้จากกล้องโทรทรรศน์วิทยุ 8 แห่งทั่วโลก ตามโครงการ อีเวนต์ ฮอไรซัน เทเลสโคป หรือ อีเอชที (EHT)  เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ  และเป็นหลักฐานแรกถึงการมีอยู่ของหลุมดำ

คณะนักวิทยาศาสตร์เผยแพร่ภาพที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก ตรงกับเวลา 20.00 น. วันที่ 10 เม.ย. ตามเวลาไทย
ภาพแรกเป็นภาพถ่ายหลุมดำกลางกาแล็กซี Messier 87 หรือ เอ็ม87 กาแล็กซีรูปไข่ หรือแบบวงรี ใกล้กระจุกกาแล็กซีเวอร์โก และมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 6,500 ล้านเท่า อยู่ห่างจากโลกไปกว่า 53.49 ล้านปีแสง
Scientists revealed the first image ever made of a black hole after assembling data gathered by a network of radio telescopes around the world. (Event Horizon Telescope Collaboration/Maunakea Observatories via AP
ทุกอย่างนั้นเป็นไปตามหลักทฤษฎีสัมพัทธภาพของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ยอดนักฟิสิกส์ที่คาดการณ์สิ่งนี้ไว้แล้วเมื่อกว่า 100 ปีก่อน
ส่วนอีกหลุมดำที่เปิดเผยตามมาอยู่บริเวณซาจิตทาเรียส เอ (Sgr A) ใจกลางกาแล็กซี ทางช้างเผือก หรือ มิลกี เวย์ ที่โลกและระบบสุริยจักรวาลตั้งอยู่ บริเวณแห่งนี้มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 4 ล้านเท่า ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 24 ล้านกิโลเมตร อยู่ห่างไปราว 26,000 ปีแสง หรือราว 245 ล้านล้านก.ม.
การแถลงข่าวที่วอชิงตัน Event Horizon Telescope Director Sheperd Doeleman reveals the first photograph of a black hole during a news conference organized by the National Science Foundation at the National Press Club April 10, 2019 in Washington, DC. Chip Somodevilla/Getty Images/AFP
หลุมดำ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเนื่องจากมีแรงโน้มถ่วงมหาศาล แม้แต่แสงก็ไม่สามารถเล็ดรอดออกมาได้ นักวิทยาศาสตร์จะต้องใช้เทคนิคพิเศษในการตรวจจับหลุมดำด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยุและคลื่นแรงโน้มถ่วงของหลุมดำ จนถึงปัจจุบันค้นพบหลุมดำมาอย่างน้อย 6 แห่ง
ก่อนหน้านี้ ได้เพียงอาศัยการเก็บข้อมูลทางอ้อม เช่น กรณีศูนย์วิจัยไลโกที่สหรัฐอเมริกา ตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงที่เกิดมาจากหลุมดำ 2 หลุม รวมตัวกัน เมื่อเดือนก.ย. 2558
ตอนนั้นมีนางสาวณัฐสินี กิจบุญชู หรือ น้องเมียม นักศึกษาไทยผู้ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ของไลโก ประจำสถานีตรวจวัด เขตแฮนฟอร์ด กรุงวอชิงตัน ตอนที่เครื่องตรวจวัดค้นพบคลื่นดังกล่าว ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ผู้นำทีม 3 คน พิชิตรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2560
NASA
คำถามนักดาราศาสตร์ ที่น่าสนใจ

วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2562

ทำไมคนเราถึงฆ่าตัวตายหมู่?

ทำไมคนเราถึงฆ่าตัวตายหมู่?
ไทยรัฐออนไลน์
ย้อนรอยคดีโจนส์ ทาวน์ ศรัทธา สร้างโศกนาฏกรรม ฆ่าตัวตายหมู่ 909 ศพ
https://www.thairath.co.th/content/873322
การฆ่าตัวตายหมู่อาจเกิดจากความสิ้นหวังต่อโอกาสในชีวิตที่ยากจนหรือเป็นหนี้ หรือว่าถูกกดขี่และจำขัง
กรณีหลังสุดนั้นเป็นเหตุให้เกิดการฆ่าตัวตายหมู่ครั้งแรกเท่าที่รู้กัน นั่นคือที่ป้อมมาซาดาใกล้กับทะเลสาบเดดซี ซึ่งปัจจุบันอยู่ในอิสราเอล ที่นั่นชาวยิวราว 1,000 คน ฆ่าตัวตายในปี 73 หลังถูกล้อมมา 2 ปี พวกเขาไม่ต้องการตกอยู่ในเงื้อมมือของทหารโรมัน และในปี 2009 ชาวนาอินเดียกว่า1,500 คนก็ฆ่าตัวตายหมู่เนื่องจากพืชผลล้มเหลวและเป็นหนี้
ตัวอย่างการฆ่าตัวตายหมู่ที่รู้จักกันดีที่สุดในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานั้นเกี่ยวกับเรื่องศาสนา การฆ่าตัวตายมักเกิดตามคำสั่งของผู้นำลัทธิคลั่งที่ดึงดูดสาวกและมักได้แรงบันดาลใจมาจากข้อความเกี่ยวกับวันสิ้นโลกในไบเบิล ตัวอย่างที่ปรากฏสู่สาธารณะมากที่สุดคือสมาชิกของลัทธิพีเพิลส์เทมเพิล นำโดยจิม โจนส์ ซึ่งในปี 1978 ได้ตั้งมั่นอยู่ใน “โจนส์ทาวน์” ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าของกายอานา ในอเมริกาใต้ ขณะรอจะไปยังโลกใหม่ที่ดีกว่านี้ เมื่อตำรวจอเมริกันยืนยันจะตรวจค้นสถานที่ด้วยเหตุผลทางการหนีภาษี ก็เกิดการยิงต่อสู้ขึ้น สาวกส่วนใหญ่ทำตามคำสั่งของจิม โจนส์ โดยวางยาตัวเอง ซึ่งมีคนตาย914 คน
การฆ่าตัวตายหมู่ที่ร้ายแรงที่สุ
เมื่อ 75 A.D. ชาวยิวที่ถูกล้อม 1,000 คน เพราะสงคราม
เมื่อปี 1978 สาวกลัทธิพีเพิลส์เทมเพิล 914 คน เพราะศาสนา
เมื่อปี 2009 ชาวนาอินเดีย 1,500 คน เพราะเศรษฐกิจ
ขอขอบคุณช้อมูลเพื่อการศึกษาจาก :  Science Illustrated Thailand

เจอภูเขาไฟนับร้อยลูกใต้น้ำแข็งแอนตาร์กติกา

เจอภูเขาไฟนับร้อยลูกใต้น้ำแข็งแอนตาร์กติกา


หากภูเขาไฟที่แอนตาร์กติกาเกิดปะทุขึ้นมา โลกอาจเจอภัยพิบัติครั้งใหญ่หลวง
คณะนักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ สก็อตแลนด์ ใช้เรดาร์สำรวจภูมิประเทศใต้ชั้นน้ำแข็งหนา 2 กมทางชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกา และค้นพบภูเขาไฟใต้น้ำแข็งลูกใหม่ๆ เป็นจำนวน 91 ลูก ภูเขาไฟเหล่านี้มีความสูง 100 . – 4 กมเมื่อรวมกับจำนวนที่เคยค้นพบก่อนหน้า 47 ลูก ก็เท่ากับว่าชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกามีภูเขาไฟถึง 138 ลูก นับเป็นหนึ่งในบริเวณที่มีภูเขาไฟชุกชุมที่สุดบนโลก นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแอนตาร์กติกายังมีภูเขาไฟซ่อนอยู่อีกเยอะ
นักวิทยาศาสตร์สังเกตว่าบริเวณที่มีการปะทุของภูเขาไฟบ่อยครั้งมักเป็นพื้นที่ที่ธารน้ำแข็งกำลังถอยร่น เช่น เกาะไอซ์แลนด์ และ อะลาสก้า ทำให้หลายคนตั้งข้อสันนิษฐานว่าเมื่อน้ำหนักของน้ำแข็งที่กดทับภูเขาไฟลดลง ภูเขาไฟก็จะปลดปล่อยพลังออกมามากขึ้น ดังนั้นการค้นพบภูเขาไฟจำนวนมากที่แอนตาร์กติกาจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะไม่มีใครรู้ว่าพวกมันเป็นภูเขาไฟที่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
ในสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งภาวะโลกร้อนกำลังเดินหน้าเข้าขั้นวิกฤติ หากชั้นน้ำแข็งแอนตาร์กติกาละลายบางลง ภูเขาไฟข้างใต้อาจปะทุขึ้นมา ความร้อนจากแม็กม่าจะเร่งให้น้ำแข็งละลายเร็วขึ้นส่งผลให้ภูเขาไฟลูกอื่นๆ ปะทุตามกันเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ หนำซ้ำยังเป็นการละลายจากข้างใต้ชั้นน้ำแข็ง ทำให้แผ่นน้ำแข็งเสียสมดุล มีโอกาสเลื่อนไถลลงทะเลพรวดเดียวจนทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ก่อให้เกิดมหาภัยพิบัติทั่วโลก
ขอขอบคุณข้อมูลเพื่อการศึกษา :   Science Illustrated Thailand.
Tagged on:

Gideon Mantell ชายผู้ค้นพบไดโนเสาร์ เรื่องจริงที่เป็นยิ่งกว่าละคร

Gideon Mantell ชายผู้ค้นพบไดโนเสาร์ เรื่องจริงที่เป็นยิ่งกว่าละคร



Gideon Mantell 


https://th.lifehackk.com/82-gideon-mantell-1092520-4836

สิงหาคม, 2021
Gideon Mantell - ประวัติของนักบรรพชีวินวิทยาที่มีชื่อเสียง - 2021
https://th.lifehackk.com/82-gideon-mantell-1092520-4836
กีเดียน แมนเทลล์ (Gideon Mantell) คือนักวิทยาศาสตร์ผู้ทำการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก นั่นคือการพบชิ้นส่วนไดโนเสาร์ซึ่งสูญพันธุ์จากโลกไปแล้ว ที่มีบันทึกทางประวัติศาสตร์มานานกว่า 2 ศตวรรษ แต่กลับถูกคู่แข่งแย่งความดีความชอบไป แมนเทลล์ขุดพบซากฟอสซิลขนาดยักษ์ในเหมืองหินบริเวณมณฑลซัสเซ็กซ์ (Sussex) ในปี 1822 และทราบภายหลังว่าเป็นฟันของอีกัวโนดอน(Iguanodon คือสิ่งมีชีวิตในกลุ่มไดโนเสาร์กินพืชถือว่าเป็นช่วงเวลาของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ แมนเทลล์รู้ทันทีว่าสิ่งที่เขาขุดพบเป็นชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิตจากยุคดึกดำบรรพ์ที่ยังไม่มีใครรู้จัก
ในช่วงทศวรรษแรกๆ นักวิทยาศาสตร์ยังสับสนกับการค้นพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์ เพราะหลายคนเชื่อว่าเศษกระดูกที่ขุดพบเป็นชิ้นส่วนของมนุษย์ยักษ์ มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสิ่งที่แมนเทลล์ขุดพบเป็นเพียงชิ้นส่วนของสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ยักษ์เท่านั้น
แม้แมนเทลล์จะรู้ดีว่าเขาเป็นผู้ค้นพบความจริงที่ยิ่งใหญ่ แต่แวดวงวิทยาศาสตร์สมัยนั้นทำใจยอมรับไม่ได้กับการค้นพบที่จะนำไปสู่การสนับสนุนแนวคิด “กำเนิดสปีชีย์” (The Origin of Species) ที่เผยแพร่โดยชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ในปี 1859 ซึ่งเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับวิวัฒนาการที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างความเชื่อทางศาสนาและวิทยาศาสตร์
ผู้ศรัทธาในศาสนาจึงก่อตั้งกลุ่มต่อต้านวิทยาศาสตร์ขึ้นมา สมาชิกคนหนึ่งในนั้นคือริชาร์ด โอเว่น(Richard Owen) ที่เป็นผู้ทรงอิทธิพลในกลุ่มชนชั้นสูง มีความสนิทสนมกับราชวงศ์ และให้ความช่วยเหลือในการสร้างพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ (The Natural History Museum) ในลอนดอน แต่กลับไม่เคยมีความกระตือรือร้นที่จะเป็นนักขุดหาซากฟอสซิลแม้แต่น้อย
ชายผู้นี้มีความเชื่ออย่างฝังใจและพยายามพิสูจน์ให้สาธารณชนรับรู้ว่าไดโนเสาร์เกิดจากการสรรค์สร้างของพระเจ้า เป็นอสุรกายที่พระเจ้าสร้างขึ้นมา มากกว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถือได้ว่าบรรพบุรุษของพวกเรา และเขาก็ทำได้ดีเสียด้วย โอเว่นคือผู้ที่เข้ามาทำให้การค้นพบของแมนเทลล์ดูสับสนจนการวิจัยขาดความน่าเชื่อถือ
ภายใต้การสนับสนุนจากเหล่าขุนนางและนักวิทยาศาสตร์หัวเก่า เขาใช้อิทธิพลในการระบุสิ่งที่ควรจะเป็นซากฟอสซิลว่าเป็น “สัตว์ร้ายที่เกิดจากการรังสรรค์โดยหัตถ์ของพระเจ้า” ในขณะเดียวกันก็ตั้งชื่อให้มันว่า “ไดโนเสาร์” และยังให้ข้อมูลต่อไปอีกว่า ผู้คนในยุคนั้นเต็มใจเชื่อเรื่องสัตว์ในเทพนิยายอย่างม้ายูนิคอร์น และไดโนเสาร์ก็เข้ามาถูกจังหวะเวลาพอดิบพอดี ชาวบ้านจึงเชื่ออย่างสนิทใจว่าไดโนเสาร์เป็นเพียงสัตว์ในจินตนาการ
แต่แทนที่ความดีความชอบจะตกเป็นของผู้ค้นพบอย่างแมนเทลล์ กลับกลายเป็นโอเว่นที่ได้รับเครดิตไปเต็มๆ แมนเทลล์อยากผันตัวเองสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้มั่งคั่งแต่ทำไม่ได้ กลับกลายเป็นว่าทำให้ทั้งครอบครัวจนกรอบลงไปกว่าเดิม ภรรยาผู้ทนทุกข์ทรมานของแมนเทลล์ก็หอบลูกหนีไป เขากลายเป็นคนที่ไม่เหลืออะไรเลย โอเว่นเข้าไปเยี่ยมแมนเทลล์ที่เป็นอัมพาตจากการตกม้า และนำฟันอีกัวโนดอนไปสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง 
เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามที่ว่าอภิสิทธิ์ในการเข้าถึงวิทยาศาสตร์ยังคงมีอยู่ มีผู้หญิงกี่คน มีคนกี่เชื้อชาติ หรือคนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มอภิสิทธิ์ชนจำนวนเท่าไร ที่ได้เข้าถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เห็นได้ชัดว่าการผลักดันให้เกิดการวิจัยภายใต้การควบคุมและความเชื่อเป็นสิ่งที่สำคัญ”
เดวิด อันวิน (David Unwin) ผู้ศึกษาซากดึกดำบรรพ์หรือซากฟอสซิลที่มหาวิทยาลัยเลสเตอร์ เห็นด้วยว่าการวิจัยในปัจจุบันหลายครั้งยังคงเกิดขึ้นจากความต้องการของกลุ่มนายทุนหรือกลุ่มอภิสิทธิ์ชน ตัวอย่างที่เห็นได้ในปัจจุบันคือ รายงานเรื่องซากฟอสซิลในประเทศจีน ที่ถือเป็นยุคทองของผู้ศึกษาซากดึกดำบรรพ์ แต่คนที่ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากฟอสซิลก็หนีไม่พ้นกลุ่มผู้มีอำนาจและกลุ่มผู้ทรงอิทธิพล ไม่แตกต่างจากยุคของโอเว่นและแมนเทลล์เลยแม้แต่น้อย.
ขอขอบคุณข้อมูลเพื่อการศึกษา :   Science Illustrated Thailand.