วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2562

“จีนสั่งให้ไปก้องเมื่อไรก็ไปเมื่อนั้น ถูกลวงทั้งก้องทั้งซิ่ว ไม่มีอายขายหน้า โง่งมงายตลอด”


พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. ไม่ปรากฏนามศิลปิน, สีฝุ่น สมัยรัชกาลที่ 4 ประดิษฐานในพระที่นั่งอัมพรสถาน กรุงเทพฯ 
(ภาพจากหนังสือจิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก เล่มที่ 1)

 วาทะประวัติศาสตร์

“จีนสั่งให้ไปก้องเมื่อไรก็ไปเมื่อนั้น ถูกลวงทั้งก้องทั้งซิ่ว ไม่มีอายขายหน้า โง่งมงายตลอด”

บางส่วนของพระบรมราชวินิจฉัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเผยแพร่แก่สาธารณะเมื่อปี 2411 กรณีการส่งจิ้มก้อง หรือเครื่องบรรณาการไปยังประเทศจีน

“…ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินไทยในเวลาล่วงแล้วนั้น ไม่มีความกระด้างกระเดื่องว่าพวกจีนล่อลวงให้เสียยศ จีนสั่งให้ไปก้องเมื่อไรก็ไปเมื่อนั้น ถูกลวงทั้งก้องทั้งซิ่ว ไม่มีอายขายหน้า โง่งมงายตลอดลงมาหลายชั่วอายุคน ความโง่เป็นไปทั้งนี้ ต้นเหตุใหญ่เพราะว่าหนังสือจีนรู้โดยยากที่สุด ไม่เหมือนหนังสือไทยแลหนังสือต่างประเทศทั้งหลายพอจะรู้ได้บ้าง ก็ไทยแท้มิใช่บุตรจีนรู้หนังสือจีนก็ไม่มี ก็เมื่องมงายโง่มาหลายชั่วอายุคนแล้ว พระเจ้าแผ่นดินไทยทั้งหลายในเวลาก่อนนั้น แลเสนาบดีไทยก็โง่งมมาด้วยหลายชั่วแผ่นดินนั้น เพราะความมักง่าย ครั้นทูตเก่าแลล่ามเก่าตายไปหมดแล้ว ได้ยินว่าคราวหนึ่งมีล่ามจีนเป็นคนซื่อแปลความตามฉบับหนังสือจีนที่จริงแจ้งความจริงให้ท่านเสนาบดีไทยในเวลาที่ล่วงแล้วเป็นลำดับมานั้นให้รู้แท้แน่ว่า จีนกวางตุ้งดูหมิ่นดูแคลนมีหนังสือมาสั่งให้ไปก้อง คือให้ไปอ่อนน้อม…”
บางส่วนของพระบรมราชวินิจฉัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเผยแพร่แก่สาธารณะเมื่อปี 2411 กรณีการส่งจิ้มก้อง หรือเครื่องบรรณาการไปยังประเทศจีน
ทั้งนี้ ธรรมเนียมการจิ้มก้องของรัฐบนดินแดนไทยในอดีตมีมานานหลายร้อยปี อาจจะมีขาดช่วงไปบ้าง แต่ก็ถูกฟื้นฟูขึ้นเรื่อยมาจนถึงยุครัตนโกสินทร์ และแม้จะมีลักษณะของการแสดงความนอบน้อมต่อรัฐใหญ่ แต่การอยู่ในสถานะรัฐบรรณาการของจีนก็ทำให้รัฐไทยสมัยนั้นๆ ได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้าเป็นการตอบแทนด้วยเช่นกัน และข้อสังเกตอีกประการคือ สยามส่งเครื่องบรรณาการไปให้จีนเป็นครั้งสุดท้ายคือปี พ.ศ. 2396 ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเอง ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่จีนพ่ายแพ้ในสงครามฝิ่นรอบแรกมาแล้ว หลังจากนั้นอีกสองปี สยามก็ลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริง จากนั้นอีกเพียงหนึ่งปีก็เกิดสงครามฝิ่นขึ้นอีกครั้ง ช่วงระยะเวลาดังกล่าวจึงเป็นภาวะที่จีนกำลังตกต่ำอย่างหนัก ขณะที่อิทธิพลของอังกฤษกำลังเฟื่องฟู


อ่านเพิ่มเติมได้ใน ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์ หน้าหนึ่งในสยาม โดย ไกรฤกษ์ นานา

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562


วิหารพันปีขนาดยักษ์ที่ถูกแกะสลักจากหินก้อนเดียว นี่คือสิ่งมหัศจรรย์ของโลกลำดับที่ 8

วัด kailasa ถูกแกะสลักอย่างน่าอัศจรรย์จากหินก้อนเดียว นอกจากนี้ยังเป็นที่รู้จักกันว่า 'ถ้ำ 16' ของถ้ำ ellora และเป็นที่รู้จักกันสำหรับการเป็นโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ถูกแกะสลักออกจากหินก้อนเดียว อินเดีย



ถ้าพูดถึง “7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก” หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าที่ไหนที่ถูกจัดให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกบ้าง เพราะการจัดอันดับเหล่านี้มีมาหลายยุคหลายสมัย แต่ถ้าเรานับจากการจัดอันดับจากองค์กร The New Open World Corporation (NOWC) ในปี ค.ศ. 2007 ที่ระบุ “7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคใหม่” ได้สรุปเอาไว้คือ กำแพงเมืองจีน, วิหารชีเชน อิตซา, รูปปั้นพระเยซูคริสต์, นครเปตรา, มาชูปิกชู, โคลอสเซียม และ ทัชมาฮาล แต่อย่างที่เราทราบกันดีว่า บนโลกเราใบนี้ยังมีสิ่งมหัศจรรย์ที่น่าทึ่งอีกมากมาย และวันนี้เพชรมายาจะขอพาทุกท่านไปรู้จักกับอีกหนึ่งสิ่งที่ชาวเน็ตยกให้เป็น สิ่งมหัศจรรย์ของโลกลำดับที่ 8 เลยทีเดียว
วิหารไกรลาส (Kailasa Temple) คือวิหารที่ตั้งอยู่ในรัฐมหาราษฏระ ประเทศอินเดีย ที่ถูกแกะสลักขึ้นตั้งแต่ในศตวรรษที่ 8 ในสมัยจักรวรรดิราษฏรกูฏ เพื่ออุทิศให้กับพระศิวะ เทพเจ้าผู้สูงส่งตามความเชื่อของชาวฮินดวิหารที่มีอายุเก่าแก่กว่า 1,300 ปีแห่งนี้ ถือเป็นโบราณสถานของชาวฮินดูที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
สิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวทุกคนต้องทึ่งก็คือ วิหารทั้งหมดถูกแกะสลักจากก้อนหินก้อนเดียวเข้ามาบนเนินของภูเขา
นักโบราณคดีได้คำนวนน้ำหนักหินก้อนนี้ คาดว่ามันน่าจะมีน้ำหนักมากถึง 4 แสนตัน
ถ้าคุณอยู่ในจุดที่เหมาะสมบนเทือกเขาหิมาลัย ก็จะสามารถมองเห็นวิหารไกรลาสได้ ซึ่งชาวฮินดูเชื่อว่านี่คือที่สถิตย์ของเทพเจ้า
สถาปัตยกรรมโบราณที่มีอายุนับพันปีแห่งนี้ ทำให้คนรุ่นใหม่ต้องงุนงงกับความสามารถของคนโบราณ ที่ล้ำหน้ากว่าที่คิดมากนัก
อ้างอิงจากนักโบราณคดี การแกะสลักวิหารที่ยิ่งใหญ่และมีรายละเอียดมากขนาดนี้ในยุคโบราณ ควรจะต้องใช้เวลานับร้อยปี
แต่จริงๆ แล้ววิหารแห่งนี้ใช้เวลาสร้างไม่ถึง 18 ปีด้วยซ้ำไป
นอกจากนั้น ตัววิหารทั้งหมดยังเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีขนาดพอๆ กับทัชมาฮาล
งานแกะสลักบริเวณกำแพงต่างๆ บอกเล่าเรื่องราวความเชื่อตามตำนานของชาวฮินดูเอาไว้อย่างละเอียด
และด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ จึงทำให้บรรดานักท่องเที่ยวต่างยกให้วิหารไกรลาส ควรจะเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกนั่นเอง
ขอขอบคุณที่มา : boredpanda |และผู้เรียบเรียงโดย เพชรมายา

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562

เปิดภาพ “หลุมดำ” ภาพแรกของโลก กลางกาแล็กซี เอ็ม87






This image released Wednesday, April 10, 2019, by Event Horizon Telescope shows a black hole. / AP

เปิดภาพหลุมดำ ภาพแรกของโลก กลางกาแล็กซี เอ็ม87

เปิดภาพหลุมดำ – เมื่อ 10 เม.ย.  ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติจัดแถลงข่าวที่สโมสรสื่อมวลชนแห่งชาติ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เปิดเผยภาพหลุมดำ ภาพแรกของโลก ถ่ายได้จากกล้องโทรทรรศน์วิทยุ 8 แห่งทั่วโลก ตามโครงการ อีเวนต์ ฮอไรซัน เทเลสโคป หรือ อีเอชที (EHT)  เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ  และเป็นหลักฐานแรกถึงการมีอยู่ของหลุมดำ

คณะนักวิทยาศาสตร์เผยแพร่ภาพที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก ตรงกับเวลา 20.00 น. วันที่ 10 เม.ย. ตามเวลาไทย
ภาพแรกเป็นภาพถ่ายหลุมดำกลางกาแล็กซี Messier 87 หรือ เอ็ม87 กาแล็กซีรูปไข่ หรือแบบวงรี ใกล้กระจุกกาแล็กซีเวอร์โก และมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 6,500 ล้านเท่า อยู่ห่างจากโลกไปกว่า 53.49 ล้านปีแสง
Scientists revealed the first image ever made of a black hole after assembling data gathered by a network of radio telescopes around the world. (Event Horizon Telescope Collaboration/Maunakea Observatories via AP
ทุกอย่างนั้นเป็นไปตามหลักทฤษฎีสัมพัทธภาพของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ยอดนักฟิสิกส์ที่คาดการณ์สิ่งนี้ไว้แล้วเมื่อกว่า 100 ปีก่อน
ส่วนอีกหลุมดำที่เปิดเผยตามมาอยู่บริเวณซาจิตทาเรียส เอ (Sgr A) ใจกลางกาแล็กซี ทางช้างเผือก หรือ มิลกี เวย์ ที่โลกและระบบสุริยจักรวาลตั้งอยู่ บริเวณแห่งนี้มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 4 ล้านเท่า ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 24 ล้านกิโลเมตร อยู่ห่างไปราว 26,000 ปีแสง หรือราว 245 ล้านล้านก.ม.
การแถลงข่าวที่วอชิงตัน Event Horizon Telescope Director Sheperd Doeleman reveals the first photograph of a black hole during a news conference organized by the National Science Foundation at the National Press Club April 10, 2019 in Washington, DC. Chip Somodevilla/Getty Images/AFP
หลุมดำ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเนื่องจากมีแรงโน้มถ่วงมหาศาล แม้แต่แสงก็ไม่สามารถเล็ดรอดออกมาได้ นักวิทยาศาสตร์จะต้องใช้เทคนิคพิเศษในการตรวจจับหลุมดำด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยุและคลื่นแรงโน้มถ่วงของหลุมดำ จนถึงปัจจุบันค้นพบหลุมดำมาอย่างน้อย 6 แห่ง
ก่อนหน้านี้ ได้เพียงอาศัยการเก็บข้อมูลทางอ้อม เช่น กรณีศูนย์วิจัยไลโกที่สหรัฐอเมริกา ตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงที่เกิดมาจากหลุมดำ 2 หลุม รวมตัวกัน เมื่อเดือนก.ย. 2558
ตอนนั้นมีนางสาวณัฐสินี กิจบุญชู หรือ น้องเมียม นักศึกษาไทยผู้ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ของไลโก ประจำสถานีตรวจวัด เขตแฮนฟอร์ด กรุงวอชิงตัน ตอนที่เครื่องตรวจวัดค้นพบคลื่นดังกล่าว ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ผู้นำทีม 3 คน พิชิตรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2560
NASA
คำถามนักดาราศาสตร์ ที่น่าสนใจ

วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2562

ทำไมคนเราถึงฆ่าตัวตายหมู่?

ทำไมคนเราถึงฆ่าตัวตายหมู่?
ไทยรัฐออนไลน์
ย้อนรอยคดีโจนส์ ทาวน์ ศรัทธา สร้างโศกนาฏกรรม ฆ่าตัวตายหมู่ 909 ศพ
https://www.thairath.co.th/content/873322
การฆ่าตัวตายหมู่อาจเกิดจากความสิ้นหวังต่อโอกาสในชีวิตที่ยากจนหรือเป็นหนี้ หรือว่าถูกกดขี่และจำขัง
กรณีหลังสุดนั้นเป็นเหตุให้เกิดการฆ่าตัวตายหมู่ครั้งแรกเท่าที่รู้กัน นั่นคือที่ป้อมมาซาดาใกล้กับทะเลสาบเดดซี ซึ่งปัจจุบันอยู่ในอิสราเอล ที่นั่นชาวยิวราว 1,000 คน ฆ่าตัวตายในปี 73 หลังถูกล้อมมา 2 ปี พวกเขาไม่ต้องการตกอยู่ในเงื้อมมือของทหารโรมัน และในปี 2009 ชาวนาอินเดียกว่า1,500 คนก็ฆ่าตัวตายหมู่เนื่องจากพืชผลล้มเหลวและเป็นหนี้
ตัวอย่างการฆ่าตัวตายหมู่ที่รู้จักกันดีที่สุดในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานั้นเกี่ยวกับเรื่องศาสนา การฆ่าตัวตายมักเกิดตามคำสั่งของผู้นำลัทธิคลั่งที่ดึงดูดสาวกและมักได้แรงบันดาลใจมาจากข้อความเกี่ยวกับวันสิ้นโลกในไบเบิล ตัวอย่างที่ปรากฏสู่สาธารณะมากที่สุดคือสมาชิกของลัทธิพีเพิลส์เทมเพิล นำโดยจิม โจนส์ ซึ่งในปี 1978 ได้ตั้งมั่นอยู่ใน “โจนส์ทาวน์” ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าของกายอานา ในอเมริกาใต้ ขณะรอจะไปยังโลกใหม่ที่ดีกว่านี้ เมื่อตำรวจอเมริกันยืนยันจะตรวจค้นสถานที่ด้วยเหตุผลทางการหนีภาษี ก็เกิดการยิงต่อสู้ขึ้น สาวกส่วนใหญ่ทำตามคำสั่งของจิม โจนส์ โดยวางยาตัวเอง ซึ่งมีคนตาย914 คน
การฆ่าตัวตายหมู่ที่ร้ายแรงที่สุ
เมื่อ 75 A.D. ชาวยิวที่ถูกล้อม 1,000 คน เพราะสงคราม
เมื่อปี 1978 สาวกลัทธิพีเพิลส์เทมเพิล 914 คน เพราะศาสนา
เมื่อปี 2009 ชาวนาอินเดีย 1,500 คน เพราะเศรษฐกิจ
ขอขอบคุณช้อมูลเพื่อการศึกษาจาก :  Science Illustrated Thailand

เจอภูเขาไฟนับร้อยลูกใต้น้ำแข็งแอนตาร์กติกา

เจอภูเขาไฟนับร้อยลูกใต้น้ำแข็งแอนตาร์กติกา


หากภูเขาไฟที่แอนตาร์กติกาเกิดปะทุขึ้นมา โลกอาจเจอภัยพิบัติครั้งใหญ่หลวง
คณะนักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ สก็อตแลนด์ ใช้เรดาร์สำรวจภูมิประเทศใต้ชั้นน้ำแข็งหนา 2 กมทางชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกา และค้นพบภูเขาไฟใต้น้ำแข็งลูกใหม่ๆ เป็นจำนวน 91 ลูก ภูเขาไฟเหล่านี้มีความสูง 100 . – 4 กมเมื่อรวมกับจำนวนที่เคยค้นพบก่อนหน้า 47 ลูก ก็เท่ากับว่าชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกามีภูเขาไฟถึง 138 ลูก นับเป็นหนึ่งในบริเวณที่มีภูเขาไฟชุกชุมที่สุดบนโลก นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแอนตาร์กติกายังมีภูเขาไฟซ่อนอยู่อีกเยอะ
นักวิทยาศาสตร์สังเกตว่าบริเวณที่มีการปะทุของภูเขาไฟบ่อยครั้งมักเป็นพื้นที่ที่ธารน้ำแข็งกำลังถอยร่น เช่น เกาะไอซ์แลนด์ และ อะลาสก้า ทำให้หลายคนตั้งข้อสันนิษฐานว่าเมื่อน้ำหนักของน้ำแข็งที่กดทับภูเขาไฟลดลง ภูเขาไฟก็จะปลดปล่อยพลังออกมามากขึ้น ดังนั้นการค้นพบภูเขาไฟจำนวนมากที่แอนตาร์กติกาจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะไม่มีใครรู้ว่าพวกมันเป็นภูเขาไฟที่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
ในสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งภาวะโลกร้อนกำลังเดินหน้าเข้าขั้นวิกฤติ หากชั้นน้ำแข็งแอนตาร์กติกาละลายบางลง ภูเขาไฟข้างใต้อาจปะทุขึ้นมา ความร้อนจากแม็กม่าจะเร่งให้น้ำแข็งละลายเร็วขึ้นส่งผลให้ภูเขาไฟลูกอื่นๆ ปะทุตามกันเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ หนำซ้ำยังเป็นการละลายจากข้างใต้ชั้นน้ำแข็ง ทำให้แผ่นน้ำแข็งเสียสมดุล มีโอกาสเลื่อนไถลลงทะเลพรวดเดียวจนทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ก่อให้เกิดมหาภัยพิบัติทั่วโลก
ขอขอบคุณข้อมูลเพื่อการศึกษา :   Science Illustrated Thailand.
Tagged on:

Gideon Mantell ชายผู้ค้นพบไดโนเสาร์ เรื่องจริงที่เป็นยิ่งกว่าละคร

Gideon Mantell ชายผู้ค้นพบไดโนเสาร์ เรื่องจริงที่เป็นยิ่งกว่าละคร



Gideon Mantell 


https://th.lifehackk.com/82-gideon-mantell-1092520-4836

สิงหาคม, 2021
Gideon Mantell - ประวัติของนักบรรพชีวินวิทยาที่มีชื่อเสียง - 2021
https://th.lifehackk.com/82-gideon-mantell-1092520-4836
กีเดียน แมนเทลล์ (Gideon Mantell) คือนักวิทยาศาสตร์ผู้ทำการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก นั่นคือการพบชิ้นส่วนไดโนเสาร์ซึ่งสูญพันธุ์จากโลกไปแล้ว ที่มีบันทึกทางประวัติศาสตร์มานานกว่า 2 ศตวรรษ แต่กลับถูกคู่แข่งแย่งความดีความชอบไป แมนเทลล์ขุดพบซากฟอสซิลขนาดยักษ์ในเหมืองหินบริเวณมณฑลซัสเซ็กซ์ (Sussex) ในปี 1822 และทราบภายหลังว่าเป็นฟันของอีกัวโนดอน(Iguanodon คือสิ่งมีชีวิตในกลุ่มไดโนเสาร์กินพืชถือว่าเป็นช่วงเวลาของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ แมนเทลล์รู้ทันทีว่าสิ่งที่เขาขุดพบเป็นชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิตจากยุคดึกดำบรรพ์ที่ยังไม่มีใครรู้จัก
ในช่วงทศวรรษแรกๆ นักวิทยาศาสตร์ยังสับสนกับการค้นพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์ เพราะหลายคนเชื่อว่าเศษกระดูกที่ขุดพบเป็นชิ้นส่วนของมนุษย์ยักษ์ มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสิ่งที่แมนเทลล์ขุดพบเป็นเพียงชิ้นส่วนของสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ยักษ์เท่านั้น
แม้แมนเทลล์จะรู้ดีว่าเขาเป็นผู้ค้นพบความจริงที่ยิ่งใหญ่ แต่แวดวงวิทยาศาสตร์สมัยนั้นทำใจยอมรับไม่ได้กับการค้นพบที่จะนำไปสู่การสนับสนุนแนวคิด “กำเนิดสปีชีย์” (The Origin of Species) ที่เผยแพร่โดยชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ในปี 1859 ซึ่งเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับวิวัฒนาการที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างความเชื่อทางศาสนาและวิทยาศาสตร์
ผู้ศรัทธาในศาสนาจึงก่อตั้งกลุ่มต่อต้านวิทยาศาสตร์ขึ้นมา สมาชิกคนหนึ่งในนั้นคือริชาร์ด โอเว่น(Richard Owen) ที่เป็นผู้ทรงอิทธิพลในกลุ่มชนชั้นสูง มีความสนิทสนมกับราชวงศ์ และให้ความช่วยเหลือในการสร้างพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ (The Natural History Museum) ในลอนดอน แต่กลับไม่เคยมีความกระตือรือร้นที่จะเป็นนักขุดหาซากฟอสซิลแม้แต่น้อย
ชายผู้นี้มีความเชื่ออย่างฝังใจและพยายามพิสูจน์ให้สาธารณชนรับรู้ว่าไดโนเสาร์เกิดจากการสรรค์สร้างของพระเจ้า เป็นอสุรกายที่พระเจ้าสร้างขึ้นมา มากกว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถือได้ว่าบรรพบุรุษของพวกเรา และเขาก็ทำได้ดีเสียด้วย โอเว่นคือผู้ที่เข้ามาทำให้การค้นพบของแมนเทลล์ดูสับสนจนการวิจัยขาดความน่าเชื่อถือ
ภายใต้การสนับสนุนจากเหล่าขุนนางและนักวิทยาศาสตร์หัวเก่า เขาใช้อิทธิพลในการระบุสิ่งที่ควรจะเป็นซากฟอสซิลว่าเป็น “สัตว์ร้ายที่เกิดจากการรังสรรค์โดยหัตถ์ของพระเจ้า” ในขณะเดียวกันก็ตั้งชื่อให้มันว่า “ไดโนเสาร์” และยังให้ข้อมูลต่อไปอีกว่า ผู้คนในยุคนั้นเต็มใจเชื่อเรื่องสัตว์ในเทพนิยายอย่างม้ายูนิคอร์น และไดโนเสาร์ก็เข้ามาถูกจังหวะเวลาพอดิบพอดี ชาวบ้านจึงเชื่ออย่างสนิทใจว่าไดโนเสาร์เป็นเพียงสัตว์ในจินตนาการ
แต่แทนที่ความดีความชอบจะตกเป็นของผู้ค้นพบอย่างแมนเทลล์ กลับกลายเป็นโอเว่นที่ได้รับเครดิตไปเต็มๆ แมนเทลล์อยากผันตัวเองสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้มั่งคั่งแต่ทำไม่ได้ กลับกลายเป็นว่าทำให้ทั้งครอบครัวจนกรอบลงไปกว่าเดิม ภรรยาผู้ทนทุกข์ทรมานของแมนเทลล์ก็หอบลูกหนีไป เขากลายเป็นคนที่ไม่เหลืออะไรเลย โอเว่นเข้าไปเยี่ยมแมนเทลล์ที่เป็นอัมพาตจากการตกม้า และนำฟันอีกัวโนดอนไปสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง 
เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามที่ว่าอภิสิทธิ์ในการเข้าถึงวิทยาศาสตร์ยังคงมีอยู่ มีผู้หญิงกี่คน มีคนกี่เชื้อชาติ หรือคนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มอภิสิทธิ์ชนจำนวนเท่าไร ที่ได้เข้าถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เห็นได้ชัดว่าการผลักดันให้เกิดการวิจัยภายใต้การควบคุมและความเชื่อเป็นสิ่งที่สำคัญ”
เดวิด อันวิน (David Unwin) ผู้ศึกษาซากดึกดำบรรพ์หรือซากฟอสซิลที่มหาวิทยาลัยเลสเตอร์ เห็นด้วยว่าการวิจัยในปัจจุบันหลายครั้งยังคงเกิดขึ้นจากความต้องการของกลุ่มนายทุนหรือกลุ่มอภิสิทธิ์ชน ตัวอย่างที่เห็นได้ในปัจจุบันคือ รายงานเรื่องซากฟอสซิลในประเทศจีน ที่ถือเป็นยุคทองของผู้ศึกษาซากดึกดำบรรพ์ แต่คนที่ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากฟอสซิลก็หนีไม่พ้นกลุ่มผู้มีอำนาจและกลุ่มผู้ทรงอิทธิพล ไม่แตกต่างจากยุคของโอเว่นและแมนเทลล์เลยแม้แต่น้อย.
ขอขอบคุณข้อมูลเพื่อการศึกษา :   Science Illustrated Thailand.

TOP 5 ภูเขาที่สูงที่สุดในระบบสุริยะ




คุณรู้หรือไม่ว่าภูเขาที่สูงที่สุดในระบบสุริยะชื่อว่าอะไร? Science Illustrated จะพาคุณไปรู้จักกับ 5 อันดับภูเขาที่ได้ชื่อว่าสูงที่สุดในระบบสุริยะกัน…
5.ยอดเขาบูซาลใต้
ดวงจันทร์ไอโอของดาวพฤหัสบดี
ความสูง: 17.5 กิโลเมตร
ยอดที่สูงที่สุดของเทือกเขาบูซาลมอนเตสซึ่งเกิดจากเพลตเทคโทนิกส์ของดวงจันทร์ไอโอ
4.แอสเครียสมอนส์
ซีกเหนือของดาวอังคาร
ความสูง: 18.2 กิโลเมตร
ยอดที่สูงที่สุดของระบบภูเขาไฟซึ่งประกอบด้วยภูเขาไฟรูปโล่ใหญ่ 3 ลูก
3.อิควาทอเรียลริดจ์
ดวงจันทร์ไออาพิตัสของดาวเสาร์
ความสูง: 20 กิโลเมตร
เป็นส่วนหนึ่งของแนวเขาที่ซับซ้อนและมียอดเขาสูงหลายยอด
2.เรียซิลเวียมอนส์
ดาวเคราะห์น้อยเวสต้า
ความสูง: 22 กิโลเมตร
ตรงใจกลางเกิดจากหลุมเครเตอร์อุกกาบาตที่กว้าง 200 กิโลเมตร
1.โอลิมปัสมอนส์
ดาวอังคาร
ความสูง: 25 กิโลเมตร
เป็นภูเขาไฟรูปโล่ยักษ์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางตรงฐาน 624 กิโลเมตร
(ข้อมูลในปี 2017)

ขอขอบคุณข้อมูลเพื่อการศึกษา :   Science Illustrated Thailand.
Tag