วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2564

 กบฏผีบุญ : ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนคนยากไร้


กบฏผีบุญ

เมื่อ 118 ปีก่อน เกิดเหตุการณ์นองเลือดล้อมฆ่าคนอีสานแห่งมณฑลลาวกาว ในพื้นที่บ้านสะพือใหญ่ (ตระการพืชผล) ซึ่งขึ้นอยู่กับเมืองอุบลราชธานี (อันเป็นที่ตั้งของที่ทำการมณฑล) มีราษฎรล้มตายในที่เกิดเหตุร่วม 300 คนเศษ ถูกจับกุมใส่ขื่อคา 400 คนเศษ นับเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลยในโลกของอดีตเมื่อกว่าศตวรรษก่อน (อย่างมากก็ราวสองชั่วอายุคน)

ผมได้กลับมาทบทวน/ลำดับเรื่องราวของประวัติศาสตร์ที่ถูกลบทิ้ง ให้คนหนุ่มสาวทำงานเพื่อสังคมกลุ่ม ‘อีสานใหม่’ ได้ฟัง ใต้ร่มไม้หน้าเรือนภายใต้อากาศร้อนระอุของเมษายนที่เพิ่งจะผ่านไป
มันเป็นเหตุการณ์อันน่าอกสั่นขวัญแขวนของความตายจากอำนาจรัฐ ซึ่งคนรุ่นทวด ปู่ย่าตายาย คนต้นตระกูลของพวกเราชาวอีสานต่างเผชิญร่วมกันมา ขณะที่ผู้คนในรุ่นปัจจุบันต่างขาดการรับรู้ ขาดการศึกษาอดีตร่วมกัน เพื่อแก้ไข/เฝ้าระวังมิให้อุบัติซ้ำ เพื่อการก้าวเดินของสังคมในปัจจุบันและอนาคต ในนามราษฎรแห่งพระราชอาณาจักรไทย/ประเทศไทย เนื่องเพราะประวัติศาสตร์นี้ถูกลืม/จงใจลืม/ลบทิ้งจากหน้าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและประวัติศาสตร์ไทย
มันเป็นการลบความรุนแรงของรัฐต่อราษฎร ดั่งอีกหลายเหตุการณ์ในกาลต่อมา เพื่อการสร้างประเทศชาติ (Nation State) การก่อสร้างตัวตนของภูมิกายา (Geo-body) ด้วยภาพจากการจินตกรรม (Emagined) อันสวยงามด้วยภราดรภาพอันลึกซึ้งและเป็นแนวระนาบ
เหตุการณ์ครั้งนั้นเริ่มจากการเข้ามาของเจ้าอาณานิคมอังกฤษกับฝรั่งเศส ซึ่งเข้ายึดครองดินแดนรายรอบสยาม พร้อมกับนำสัญญะ (Sign) ที่ชื่อ ‘แผนที่’ เข้ามาใช้ในการยึดครองและบีบให้สยามกำหนดเขตแดน/ขอบขัณฑสีมาให้ชัดเจน ร.5 จึงดำเนินการเพื่อจัดระเบียบหัวเมืองประเทศราช (ที่เคยมีความสัมพันธ์แค่ส่งส่วยหรือจัดทัพเพื่อช่วยทำศึกสงครามต่างๆ) และเข้าควบคุมยึดครองไว้เป็นของตน จึงส่งข้าหลวงใหญ่ต่างพระองค์ไปประจำตามหัวเมืองทั้งเหนือ ใต้ – อีสาน
สำหรับดินแดนอีสาน กรุงเทพฯ ส่งเข้าประจำในหัวเมืองลาวฝ่ายต่างๆ รวมหัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออก (จำปาศักดิ์) และฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ (อุบลราชธานี) เป็น ‘หัวเมืองมณฑลลาวกาว’ ปกครองโดยกรมหลวงพิชิตปีชาการ ใน พ.ศ. 2434 (ร.ศ.110) กระทั่งหลังกรณีพิพาทกับฝรั่งเศสในปี ร.ศ.112 (เย็น 13 กรกฎาคม 2436 โดยฝรั่งเศสนำเรือปืนมาปิดปากน้ำเจ้าพระยา) ร.5 จึงส่งข้าหลวงต่างพระองค์คนใหม่มาแทน คือ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ (จากมณฑลลาวกลาง) พร้อมข้าราชการและทหาร 200 นายเข้ามาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ร.ศ. 112 โดยประจำ ณ ที่ทำการมณฑลในตัวเมืองอุบลราชธานี
ถัดมาไม่นาน ได้จัดงานราตรีสโมสรเชิญเจ้า/เจ้านายพร้อมครอบครัว มางานเลี้ยงและหัดทำขนมทองหยิบ ทองหยอด ขนมเบื้อง แหละงานนี้ทำให้ลูกสาวเจ้านายหลายคนได้เป็นหม่อม และชั่วเวลา 4 เดือนที่เสด็จมาก็ได้สู่ขอหม่อมเจียงคำ ธิดาท้าวสุรินทร์ชมพู (หมั้น) กับนางดวงจันทร์ มาเป็นชายา
ในเวลา 7 ปี (ร.ศ. 119 หรือ พ.ศ. 2443) ที่กรมหลวงสรรพสิทธิฯ เสด็จมาประจำมณฑลลาวกาว ก็เกิดภัยแล้งติดต่อกันนาน 2-3 ปี พร้อมปฏิรูปการปกครองจากระบบกินเมือง-อัญญาสี่เป็นระบบเทศาภิบาล ให้ราษฎรทุกชาติพันธุ์ (ลาว เขมร ส่วย ผู้ไท) ถือสัญชาติ ‘ไทยบังคับสยาม’ และมีการเรียกเก็บภาษีอากรคนละ 4 บาท (ขณะนั้นไก่หนึ่งตัวราคา 1 สลึง) รวมไปถึงความขัดแย้งและการสูญเสียอำนาจเจ้านายเก่าของหัวเมืองในมณฑลลาวฝ่ายต่างๆ
นี่จึงเป็นสาเหตุของการรวมตัวก่อตั้งขบวนการกู้ชาติปลดปล่อยตนเองเป็นอิสระจากการยึดครองของสยาม โดยแกนนำตั้งตนเป็นผู้มีบุญ (เรียก ‘องค์’) ขึ้นในแทบทุกพื้นที่ ส่งข่าวสื่อสาร/กระจายความคิดโดยใช้กลอนลำกับคำทำนายต่างๆ ขบวนการกบฏผู้มีบุญ (กรุงเทพฯขนานนามว่า-ผีบ้าผีบุญ) จึงมีทั้งราษฎร ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน กรมการเมือง แพทย์ตำบล และพระสงฆ์ หัวหน้าเป็นคนจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงชื่อ ‘องค์มั่น’ นอกจากนุ่งห่มขาวแล้วยังมีมงกุฎเป็นหมวกหนีบสักหลาดเป็นสัญลักษณ์ (เคยเก็บไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพฯ ปัจจุบันน่าจะไม่มีอยู่แล้ว) จำนวนของกลุ่มกบฏน่าจะอยู่ในราว 1,000-2,000 คน
กบฏเดินทัพทางไกลจากโขงเจียม (อุบลฯ) สู่บ้านด่าน (ตระการพืชผล) แล้วตั้งกองบัญชาการที่เขมราฐ (อุบลฯ) เคยมีการระดมกองทหารและราษฎรจากนครราชสีมาและบุรีรัมย์ ร่วมพันกว่าไปปราบแล้วเกิดการปะทะกันที่เสลภูมิ (ยโสธร) แต่ก็มิอาจยับยั้งได้
จึงได้จัดกำลังพลใหม่จากอุบลฯ โดยใช้กองทหารเพียงกว่าหนึ่งร้อยนาย พร้อมปืนใหญ่ 2 กระบอก เดินทางไปบ้านสะพือใหญ่ (ตระการพืชผล) เพื่อปราบปรามขั้นเด็ดขาด
วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2444 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ปีฉลู เวลา 9 นาฬิกา ณ บ้านสะพือใหญ่ บริเวณทางมุ่งสู่เมืองอุบลฯ อันรกแคบมีป่าทึบสองข้าง ซึ่งเหมาะกับการซุ่มโจมตีกองกำลังกบฏที่กำลังออกเดินทางไปตีเมืองอุบลฯ ด้วยอำนาจการทำลายล้างของกระสุนปืนใหญ่สามลูก แล้วกระหน่ำซ้ำด้วยกระสุนปืนเล็กยาว กองกำลังกบฏซึ่งมีเพียงปืนแก๊ปปืนคาบศิลามีดพร้าจึงแตกพ่ายยับเยิน มีกบฏล้มตายในที่เกิดเหตุ 300 คนเศษ ถูกจับใส่ขื่อคานำมาตากแดดฝน ณ ทุ่งศรีเมือง เมืองอุบลฯ ราว 400 คนเศษ
สองสามวันต่อมาจึงพิพากษาทุกคน แกนนำ (องค์) 5 คนในอุบลฯ ถูกประหารเสียบประจาน ณ ภูมิลำเนาที่เกิดเหตุ แกนนำบางคนประหารเสียบประจาน ณ ทุ่งศรีเมือง กรมการเมืองอำนาจเจริญถูกจำคุกและเสียชีวิตในคุก พระสงฆ์ถูกจำกัดพื้นที่อยู่ในวัดเมืองอุบลฯ องค์มั่นหนีข้ามโขงไปได้ ศพที่ถูกประหารถูกทิ้งลงบ่อน้ำ ส่วนหนึ่ง (เชื่อว่า) ทิ้งประจานลงแม่น้ำมูลหน้าเมือง และกบฏส่วนหนึ่งถูกเนรเทศไปจำคุกที่มณฑลนครศรีธรรมราช ซึ่งในอีก 10 ปีต่อมา เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2454 ได้แหกคุกเข้าร่วมกับกลุ่มกบฏผู้วิเศษ ทั้งในและนอกเขตมณฑลปัตตานี ทำหน้าที่เป็น ‘เสนาธิการ’ ในการพาพลพรรคยึดปืนราชการกว่า 600 กระบอก เข้าโจมตีหน่วยราชการอย่างรุนแรงครั้งแรกของภาคใต้
เมอร์สิเออร์ลอร์เรน ชาวฝรั่งเศสที่ปรึกษากฎหมายของมณฑลทูลถามข้าหลวงใหญ่ต่างพระองค์ว่า มีอำนาจอย่างไรจึงประหารชีวิตราษฎรก่อนได้รับพระบรมราชานุญาต แล้วได้รับคำตอบว่า นำความไปกราบบังคมทูลที่กรุงเทพฯ เอาเอง อีกฝ่ายจึงเงียบไป
นับตั้งแต่นั้นขบวนการ ‘ผีบ้าผีบุญ’ จึงเหลือแค่ตำนานบอกเล่าปากต่อปาก ไร้การกล่าวถึงในประวัติศาสตร์ชาติหรือท้องถิ่น ถูกลืมเลือน มองข้ามและลบทิ้งอย่างไร้คนแยแสใส่ใจ กลายเป็นการกุข่าว สร้างเรื่องเพื่อทำลายชาติสร้างความแตกแยกในประเทศ หรือเป็นเรื่องของคนโง่คนบ้าล้าหลังไม่กี่คนเท่านั้น ผีเหล่านี้จึงไร้ที่อยู่ที่ยืน เป็นผีที่เหงาอ้างว้างที่สุดในโลก อันเป็นการหมิ่นแคลนเกียรติยศศักดิ์ศรีของคน แม้จะคิดต่าง/อยู่ห่างไกล/ยากไร้ ทว่าผมกลับเชื่อว่า ‘ผีบ้าผีบุญ’ ยังไม่ตาย
ดังจะเห็นได้จากบทบาทของกลุ่มก้อนสมาชิกผู้แทนราษฎรอีสาน นับจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา ขบวนการเสรีไทยในเขตอีสานช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ขบวนการ/ฐานที่มั่นและวันเสียงปืนแตกของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2508 ขบวนการคนเสื้อแดงในทศวรรษ 2550 ผลงานวรรณกรรมของนักคิดนักเขียนอีสาน รวมถึงกลุ่มคนหนุ่มสาวทำงานเพื่อสังคม ที่นั่งฟังและซักถามผมในวันนั้น
"ข้อยถือพร้าเดินตีนเปล่าโค่นเจ้านาย
แต่ล้มตายศพลืมตาใต้ฟ้าค่ำ
กี่ปืนใหญ่ กระสุนฆ่าคนป่าดำ
กี่ขื่อคาเข้าจองจำย่ำย่อยยับ"

ทว่า ‘ผีบ้าผีบุญ’ ยังไม่ตาย ยังมีชีวิตอยู่.
บทความโดย มาโนช พรหมสิงห์

#ภาพขบถผีบุญ ถูกจับมารวมกันไว้ที่ทุ่งศรีเมือง เดือนเมษายน ปีพ.ศ.2444

#บรรณานุกรม
ประวัติศาสตร์อีสาน ของ เติม วิภาคย์พจนกิจ / สนพ.ธรรมศาสตร์ พิมพ์ครั้งที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557
นิตยสารศิลปวัฒนธรรม “กบฏไพร่”/ ปีที่ 31 ฉบับที่ 7 พฤษภาคม 2553
กำเนิดสยามจากแผนที่ : ประวัติศาสตร์ภูมิกายาของชาติ ของ ธงชัย วินิจจะกูล / สนพ.อ่านและสนพ.คบไฟ พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2556

edit : thongkm_virut@yahoo.com


 


การปฏิวัติประชาธิปไตยในญี่ปุ่น
ประเทศไทยมีความเจริญมาตั้งแต่ก่นก่อตั้งขึ้นเป็นชาติกรุงสุโขทัยเป็นประเทศ อุดมสมบูรณ์ดังปรากฏตามศิลาจารึก กรุงศรีอยุธยาเป็นประเทศมั่งคั่งด้วยการเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างตะวันออก กับตะวันตก สมัยพระนารายณ์สัมพันธ์กับยุโรปอย่างใกล้ชิดถึงกับส่งคนไปเรียนนอก ในขณะที่ประเทศอื่นในทวีปเอเชียยังไม่ลืมตาอ้าปากในเรื่องเหล่านี้เลย มาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นยุคของการก่อตั้ง “ชาติ” ในทวีเอเชียก็เหลือชาติอิสระเพียง 3 ชาติเท่านั้น คือ ไทย จีน และญี่ปุ่น ชาติอื่นๆถูกมหาอำนาจฮุบไปหมด
ชาติพม่า ชาติอินเดีย ชาติมลายู กลายเป็นชาติอังกฤษ
ชาติลาว ชาติเขมร กลายเป็นชาติฝรั่งเศส
ชาติชวา หรืออินโดนีเซีย กลายเป็นชาติฮอลันดา
ชาติฟิลิปปินส์ กลายเป็นชาติอเมริกัน
ใน 3 ชาติอิสระ ญี่ปุ่นปฏิวัติประชาธิปไตยสำเร็จ จีนปฏิวัติสังคมนิยมสำเร็จ แต่ไทยที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียมาก่อนกลับปฏิวัติประชาธิปไตยล้มเหลว และล้าหลังกว่าทุกประเทศในเอเชียอีกด้วย โดยประเทศอื่นทำการปฏิวัติประชาชาติ และปฏิวัติประชาธิปไตยสำเร็จ กลายเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา แต่ประเทศไทยปฏิวัติประชาธิปไตยล้มเหลวเป็นการปฏิวัติครึ่งเดียว กลายเป็นประเทศด้อยพัฒนา
จึงเห็นควรนำเอาการปฏิวัติประชาธิปไตยในญี่ปุ่นมาศึกษาทบทวนโดยนำมาเปรียบเทียบกับประเทศไทยดังต่อไปนี้
1.การเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม
ประเทศไทยเริ่มต้นเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ในปี พ.ศ.2401 ในสมัยราชการที่4 โดยถือเอาการกำเนิดขึ้นของโรงสีไฟของชาวอเมริกันเป็นจุดเริ่มต้น เพราะเป็นการเกิดขึ้นของ “นายทุน” และ “กรรมกร” ซึ่งเป็น
ประเทศญี่ปุ่นเริ่มต้นเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมพร้อมๆกับไทยแต่ในปีพ.ศ.2403 สถานการณ์ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเกิดการผลักดันอย่างรุนแรงทั้งด้านภายในประเทศ และด้านภายนอกประเทศจึงส่งผลให้ประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่สถานการณ์ปฏิวัติกระแส สูง อย่างรวดเร็ว
ด้านภายในประเทศเกิดจากระบบเศรษฐกิจฟิวดัลของญี่ปุ่นคือ โชกุนผู้กุมอำนาจรัฐกดขี้ประชาชนหนักเกินไป ชาวนาในเขตปกครองเหล่านักรบมีชีวิตความเป็นอยู่หนักกว่าทาสของไทยเสียอีก เพราะอาจถูกทำร้ายถึงตายเมื่อใดก็ได้ถ้าฝ่าฝืนคำสั่งของเหล่านักรบ
ด้านภายนอกเกิดจากการรุกรานทางเศรษฐกิจของต่างชาติคือถูกบังคับจากประเทศมหา อำนาจตะวันตกทั้ง อเมริกา อังกฤษ เนเธอร์เลนด์ ฝรั่งเศส และรัสเซีย ให้เปิดประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม โดยใช้สนธิสัญญาที่ได้เปรียบเข้ารุกรานทางเศรษฐกิจสมัยใหม่อย่างรุนแรง ทำให้ญี่ปุ่นปรับตัวไม่ทัน เกิดวิกฤตข้าวยากหมากแพง ราคาข้าวสารขึ้นราคา 10 เท่า เพราะชาวนาญี่ปุ่นหนีไปอยู่กับฝ่ายมหาอำนาจซึ่งได้รับจ้างที่สูงกว่าพวก โชกุน จึงส่งผลให้รัฐบาลศักดินาของญี่ปุ่นคือ โชกุนตระกูล “โตกูกาวา” สั่นคลอนอย่างรุนแรงในรอบ 200 ปี รัฐบาลขาดเงินตราในการบริหารจึงทำการเก็บภาษามหาโหด และส่งผลให้เกิดจลาจลไปทั่วประเทศและโจมตีผู้กุมอำนาจรัฐว่า “ผู้ก่อให้เกิดการจลาจล”
ชาวนาทั่วประเทศเมื่อเจอภาษี “มหาโหด” เดือดร้อนอย่างหนักจึงลุกขึ้นสู้ขนาดใหญ่เป็นประวัติการ บุคเข้าทุบทำลายบ้านพักและทรัพย์สินของพวกขุนนาง รวมทั้งของนายทุนเงินกู้ดอกเบี้ยสูงมีการเผาโฉนดที่ทำกินซึ่งเป็นสัญญาเอา เปรียบของพวกโชกุนเจ้าที่ดินเผาหลักฐานการกู้ยืม ชาวนาเรียกร้องที่ดินทำกิน และยกเลิกหนี้สินเรียกร้องรัฐบาลให้ทำการเฉลี่ยทรัพย์สินเกิดความเป็นธรรม เรียกร้องให้ “องค์จักรพรรดิ” ขับไล่ “นากุผุ” หรือรัฐบาลศักดินาป่าเถื่อนในปี พ.ศ.2403 ญี่ปุ่นเกิดการจลาจลขนาดใหญ่ทั่วประเทศ 43 ครั้ง
สถานการณ์ที่ประชาชนไม่ยอมรับการปกครอง หรือประชาชนขัดแย้งกับ “ระบอบเผด็จการ” เริ่มขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางกลาเป็นปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่หา ทางออกไม่ได้ ได้ส่งผลให้ “ฝ่ายผู้ปกครองกับผู้ปกครองกับผู้ปกครอง” เกิดการต่อสู้กันเอง เพื่อแย้งอำนาจการปกครอง “กลุ่มนายทุน” กับ “กลุ่มอำนาจเก่า” ซึ่งเป็นพวกอนุรักษ์นิยม ต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย โดนซามูไรแห่งแคว้นโชชูร่วมกับขุนนางข้าราชสำนักส่วนหนึ่ง บีบบังคับให้องค์จักรพรรดิต่อต้านรัฐบาลโชกุน ซึ่งเป็นกลุ่มนายทุนยุกขาด แต่ก็ถูกฝ่ายรัฐบาลจับกุม และ เข่นฆ่าพวกที่เป็นตัวการฝ่ายต่อต้านสถานการณ์ของญี่ปุ่นในปี 2403 เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับประเทศไทยในปัจจุบันดูเหมือนจะมีสภาพไม่แตกต่างกัน มากนัก แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยเข้าสู่สถานการณ์ปฎิวัติประชาธิปไตยโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ต่อไป อีกแล้ว
ในปี พ.ศ.2406 รัฐบาลศักดินา โชกุนตระกูลโตกูกาวา นาม “อิเอโมฉิ” พยายามเข้าแก้วิกฤตอย่างสุดความสามารถด้วยการ “ประกาศดำเนินการปกครองแบบใหม่” หรือจะเรียกในปัจจุบันว่า “การปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม” ก็ปรากฏว่าไร้ผลเพราะประชาชนไม่เอาด้วย เมื่อรัฐบาลตระกูลโตกูกาวาหาทางออกไม่ได้จึงจำเป็นต้องทำการรัฐประหารตัวเอง เพื่อปราบปรามฝ่ายก้าวหน้า โดยเฉพาะใช้ขออ้างว่าปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ้งแท้จริงก็คือเพื่อรักษาอำนาจการควบคุมองค์จักรพรรดิไว้ในกำมือของตน แต่ตระกูลโตกูกาวาก็ต้องประสบความล้มเหลว เพราะเป็นศักดินาซึ้งเป็นฝ่ายล้าหลังตามสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป แล้วไม่ทันนั้นเอง
ในปี พ.ศ.2410 การต่อสู้ของชาวนาได้มีการประสานงานกับ “กรรมกร” เป็นครั้งแรก โดยกรรมกรในเขต ควานโต ซึ้งเป็นฐานที่มั่นของฝ่ายรัฐบาลได้ลุกขึ้นสู้ จึงส่งผลให้กรรมกรญี่ปุ่นในแคว้นอื่นๆ ทั่วประเทศประกาศให้ร่วมเป็นพันธมิตรในการขับไล่รัฐบาลตระกูล “โตกูกาวา”
จากการลุกขึ้นสู้ของกรรมกรญี่ปุ่นที่ประเทศนี่เอง ทำให้โชกุลโตกูกาวาที่ครองอำนาจยาวนานถึง 20 ปี ต้องยอมถวายอำนาจคืนให้องค์จักรพรรดิ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2410
การโค่นล้ม ระบอบเผด็จการ หรือ ทำลายอำนาจอธิปไตยซึ้งมีตระกุลโตกูกาวาเป็นเจ้าของอำนาจลงได้นี้ เรียกว่า การปฎิวัติประชาธิปไตยของกลุ่มนายทุนสมัยใหม่ คล้ายกับการปฎิวัติประเทศอธิปไตยของ คณะราษฎร ของไทย เพราะมิได้ทำให้เกิดอำนาจอธิปไตยปวงชน อำนาจจึงตกอยู่ในคณะนักรบซามูไรซึ้งเป็นผู้แทนของชนส่วนน้อย เพราะหลังจากได้รับชัยชนะในการปราบพวกโตกูกาวาลงได้แล้ว คณะนักรบซามูไรก็ได้เอาองค์จักรพรรดิเป็นศูนย์กลางอำนาจเผด็จการของตน และมีการปราบปรามการกระบวนกรรมกรญี่ปุ่นที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยอย่าง เฉียบขาดรุนแรง แต่ก็เจอกับลุกขึ้นของขบวนการกรรมกรอย่างเข้มแข็ง รัฐบาลใหม่จึงต้องยอมจำนนทำการปฎิรูปการปกครองอีกครั้ง
วันที่ 11พฤศจิกายน 2411พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมายุ 15 พรรษา 16/10/2416 แล้วกลับกลายเป็น 10 ต่อมาเป็น 12 กรกฎาคม 2417 ตั้งสภากรมองคมนตรี (PHVY COUNCIL)รัฐบาลเฉพาะ เรียกว่า “คำปฎิญาณ 5 ข้อ” ในปี พ.ศ.2411 คือ
1.ส่งเสริมการประชุมโดยให้มีผู้แทนประชาชนอย่างกว่างขวางทุกระดับ มีมติเห็นชอบด้วยกับนโยบายของรัฐบาล
2.เรียกร้องความสมานฉันห์ เพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม
3.เรียกร้องความร่วมมือกันระหว่าง พลเรือนกับทหารยกเลิกชนชั้นวรรณะ (ทาสกสิกร์) และทำให้ประชาชนต้องมีงานทำ
4.ยึดถือ “ธรรมภิบาล” หรือหลักนิติธรรม โดยประชาชนต้องเคารพกฎหมายตาม “มรรคาของฟ้าดิน”
5.แสวงหาความรู้สมัยใหม่ เพื่อวางรากฐานสร้าง “นโยบายแห่งชาติ”
คำปฏิญาน 5 ข้อนี้ ก็คือ “ทฤษฎีปฏิวัติประชาธิปไตย” นั่นเอง
ในวันที่ 3 มกราคม 2412 พระจักรพรรดิ ทรงประกาศจัดตั้ง “รัฐแห่งชาติ” (NATION STATE) ในขณะที่พระจักรพรรดิมัตสูฮิโต ทรงมีพระชนมายุเพียง 16 ปี เท่านั้น
ซึ่งตรงกับ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ในขณะนั้น ทรงมีพระชนมายุ 15 ปี (ในปีพ.ศ. 2411 ) และ (FEUDAL STATE) เป็น “รัฐแห่งชาติ” เมื่อปี 2435
พระจักรพรรดิทรงจัดรูปการปกครองเป็นส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นโดยทรงรวมศูนย์ อำนาจการปกครอง (ADMINISTRATIVE POWERS) ในรูปของ “รัฐเดี่ยว” (UNITARY STATE) เรียกว่า “จักรวรรดิ” ส่วนรัชกาลที่5 ทรงจัดรูปการปกครองเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ในรูปของ “ราชอาณาจักร” (KING DOM)
ในปี 2415 รัฐบาลหลังจากเปลี่ยนรูปของรัฐเป็นราชอาณาจักรแล้ว ทรงทำการปฏิวัติประชาธิปไตยอย่างเต็มตัวด้วยการยกเลิก “ระบอบเผด็จการ” ทรงทำการปฏิรูปที่ให้ชาวนามีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ทรงทำการปฏิวัติอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลังจากใช้กองทับแห่งชาติปราบ “กบฏ” ตระกูลโตกูกาวาในแคว้น สัตสุมะ “กบฏสัตสุมา” ลงได้อย่างราบคาบในปี 2420 หลังจากทรงสร้างประชาธิปไตยสำเร็จแล้วจึงมีรัฐธรรมนูญฉบับแรก เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2432 แสดงว่า ประเทศญี่ปุ่นสร้างระบอบประชาธิปไตยก่อนมีรัฐธรรมนูญถึง 17 ปี หรือจะนับจากกบฏสัตสุมาก็ 12 ปี
แต่สำหรับประเทศไทย รัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จสวรรคตเสียกลางกลางคัน ประเทศไทยจึงสร้างประชาธิปไตยไม่สำเร็จ
พระจักรพรรดิมัตสุฮิโต ทรงทำการปฏิวัติประชาธิปไตยในญี่ปุ่นสำเร็จ เพราะอำนาจอธิไตยมิได้อยู่กับพระองค์ แต่อยู่กับตระกูลโดกุกาวา แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงไม่อาจทำการปฏิวัติประชาธิปไตย ก็เพราะในขณะนั้นอำนาจอธิปไตยทรงอยู่กับพระองค์จึงต้องทรงเรียกการเปลี่ยน แปลงของพระองค์ในขณะนั้นว่า คอนเวินแมนท์รีพอม (ทรงเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษ)
แต่ปัจจุบันอำนาจอธิปไตยอยู่ในกำมือของ “ตระกูลชินวัตร” ดังนั้น สถานการณ์ในขณะนี้ถ้าจะสร้างประชาธิปไตยจึงมีทางเดียวคือ เปลี่ยนอำนาจอธิปไตยจากตระกูลชินวัตร มาเป็นอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนเท่านั้น ไม่มีทางอื่นให้เลือกอีกแล้ว
ร.5 ทรงมีพระราชหัตถ์เลขาตอบคณะเจ้านายและขุนนางว่า “รวมความก็อย่างเดียวคือ คอเวินแมนท์รีฟอม นี่แลเป็นต้นเหตุที่จัดการทั้งปวงสำเร็จตลอด ถ้าเรื่องนี้ไม่เป็นการเรียบร้อยแล้วการอื่น ยากนักที่จะตลอดไปได้ เพราะฉะนั้น เราขอให้ท่านทั้งปวงคิดการเรื่องนี้ตามที่รับมาว่าจะคิดนั้นเถิด”
(ข้อมูลจากแฟ้มเอกสารของท่านอาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร)
edit:thongkrm_virut@yahoo.com

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ภาพถ่ายเรื่องราวแปลกๆ ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์

 

ภาพถ่ายเรื่องราวแปลกๆ ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ ที่เราอาจไม่เคยเห็น

https://www.catdumb.tv/bizarre-history-photos-339/

ในสมัยอดีตกาล มีเรื่องราวเกิดขึ้นมาอย่างมากมายไม่รู้จบ ชนิดที่ว่าถ้าเราจะนำมาเรียนกันในวิชาประวัติศาสตร์ ต่อให้เรียนไปจนจบปริญญาเอกก็ยังคงพูดถึงเรื่องราวนั้นกันไม่หมดเลย แต่นับว่าเป็นความโชคดี ที่ส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ทั้งหมดนั้น ได้ถูกเก็บภาพความทรงจำเอาไว้ด้วยสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกกันว่า “กล้องถ่ายรูป” ทำให้เรามีโอกาสได้เห็นเศษเสี้ยวของสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นกันได้บ้าง 

และนี่ไม่ใช่เพียงแค่เป็นภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่มันยังมีความแปลกพิสดารในแบบที่เราทุกคนอาจไม่เคยมีโอกาสได้เห็นกันมาก่อน เหตุการณ์แปลกๆ ในยุคนั้นจะมีเรื่องอะไรกันบ้าง ไปชมพร้อมๆ กันเลยยย 

ชายหาบเร่นั่ง “ขายมัมมี่” อยู่ในประเทศอียิปต์ (1865)

 

Robert Ladlow คือ “เด็กชายผู้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์” มีส่วนสูงถึง 182 เซนติเมตร ด้วยวัยเพียงแค่ 8 ปี (ยืนเทียบกับพ่อของเขา) (1926)

 

รถ Pontiac เวอร์ชั่น “กระจกทั้งคัน” จัดแสดงในงาน World Fair นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา (1939)

 

ทหารกว่า 21,000 คน “จัดขบวน” เป็นรูปหน้าของประธานาธิบดีคนที่ 28 ของสหรัฐอเมริกา Woodrow Wilson (1918)

 

“ครอบครัวผิวสี” ต่อแถวดื่มน้ำจากก๊อก ที่แยกกันระหว่างของคนผิวสี กับอีกอันเป็นของคนผิวขาว (1956)

 

นักเรียน Caltech (สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา) แอบขึ้นไปทาสีบนป้าย Hollywood (1987)

 

“บ้านเรือน” ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน (1874)

 

ขอขอบคุณที่มา. https://www.catdumb.tv/bizarre-history-photos-339/

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ภาพแปลกบนรถไฟใต้ดินทั่วโลก

 

ภาพแปลกบนรถไฟใต้ดินทั่วโลก

https://wtfintheworld.com/21-crazy-the-subway-photos-97547/ ;

คนทั่วไปใช้เวลาประมาณ 38 นาทีในการเดินทางไปทำงานทุกวัน นั่นคือการใช้เวลามากถึง 300 ชั่วโมงต่อปีเพียงเพื่อไปและกลับจากที่ทำงาน ด้วยเวลามากมายเช่นนี้ทำให้บางครั้งเราก็จะพบกับเรื่องราวแปลกๆ หรือเรื่องไม่เป็นเรื่องของผู้คนที่ใช้รถไฟใต้ดินเป็นประจำ และนี่คือ  ภาพแปลกบนรถไฟใต้ดินทั่วโลก ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย 

แฟนบอลชาวเม็กซิกันที่ FIFA World Cup ในมอสโก

 

รถไฟใต้ดินในนิวยอร์คสั่งห้ามนำสุนัขเข้ามาใช้บริการ เว้นแต่ว่าพวกเขาสามารถนำมันใส่ไว้ในกระเป๋าถือได้

 

มันจะเยี่ยมขนาดไหน ถ้าคุณไม่ต้องเสียเวลาเล่นเกมอันมีค่าไปกับการเดินทาง

 

รถใต้ดินที่ยอดเยี่ยมในไต้หวัน ที่จะทำให้คุณอยากว่ายน้ำ

 

 

 จะมีอะไรดีไปกว่าการที่ได้เพลิดเพลินกับหนังสือและกาแฟยามเช้า  

เป็นสถานที่ที่ดีในการทานอาหารกับเพื่อนๆ

 

รถไฟใต้ดินในกรุงโซล มีห้องสมุดขนาดเล็กที่น่าสนใจ

 

เครดิต brightside.me

หากคุณกำลังคิดจะ "หย่ากับคนที่รัก" จงคิดทบทวนให้ดี

 


การ์ตูนสื่อความหมายลึกซึ้ง หากคุณกำลังคิดจะ "หย่ากับคนที่รัก" จงคิดทบทวนให้ดี


เราคงเคยเห็นคู่รักใกล้ตัวหรืออาจจะเป็นคู่รักคนดังในสังคม ต้องเจอกับปัญหา “หย่าร้าง” และหลายคนมองว่าการหย่าร้างเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต แต่แท้จริงแล้วมันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่มีผลกระทบตามมามากมายโดยที่เราคิดไม่ถึง และสังคมสมัยใหม่นี้ก็เหมือนจะมีแนวโน้มว่าการหย่าร้างจะเพิ่มมากขึ้นทุกวัน

 

เพื่อสะท้อนปัญหาสังคมที่หลายคนคาดไม่ถึงศิลปินชื่อ Mac จึงได้วาดการ์ตูนง่ายๆ แต่กลับสะท้อนปัญหาการหย่าร้างได้อย่างลึกซึ้งจนคุณถึงกับหยุดคิดและต้องเหลียวกลับมามองครอบครัวตัวเองใหม่อีกรอบ จะน่าสนใจขนาดไหน ไปชมกันเลย 

#1


ครอบครัวสุขสันต์ พ่อ แม่ กับลูกอีก 2 คน 

#2


เมื่อคุณพ่อไปแอบมีกิ๊กโดยที่คุณแม่ก็ไม่รู้ 

#3



 แล้ววันหนึ่งคุณพ่อก็เห็นกิ๊กดีกว่าพวกเรา คุณพ่อก็เดินจากไปอย่างไม่ใยดี 

#4

 

ครอบครัวก็ลำบากเพราะมีแม่ทำงานหารายได้เพียงคนเดียว แถมยังต้องดูแลพวกผมอีก

#5

คุณแม่หัวใจสลาย 

#6

แล้ววันนึงคุณแม่ก็พบรักครั้งใหม่ 

#7



 

แล้วพวกผมล่ะ……………………… 

เป็นภาพการ์ตูนง่ายๆ แต่กลับสื่อความหมายได้อย่างยิ่งใหญ่แถมเข้าใจง่ายมาก สุดท้ายคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคงเป็น “ลูก” ของคุณนั่นเอง 

ที่มา. https://www.elitereaders.com/heartbreaking-comic-about-divorce-mac/

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2563

7 เกาะที่แปลกประหลาด

 7 เกาะที่แปลกประหลาด


Ilha de Queimada Grande บราซิล

เกาะนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้มาเยือนด้วยเหตุผลง่ายๆ: เกาะนี้น่าจะเป็นจุดที่น่าสนใจที่ใหญ่ที่สุดในโลก สำหรับงูพิษ Golden Lancehead มันเป็นหนึ่งในงูที่อันตรายที่สุดในโลก และเกาะนี้มีพวกมันนับพัน ฉันสงสัยว่าฉันต้องโน้มน้าวให้คุณอยู่ไกลจากที่นี่



Brother Island นิวยอร์ก

น่าเสียดายที่สถานที่แห่งนี้ก็มีข้อ จำกัดต่อกลุ่มคนเช่นกัน Brother Island เดิมทีใช้เป็นสถานที่กักกันโรคซึ่ง Typhoid Mary ที่น่าอับอายถูกกักตัวไว้ คุณสามารถไปที่นั่นได้ก็ต่อเมื่อคุณมีใบอนุญาต ซึ่งฉันสามารถจินตนาการได้ว่าพวกเขาจะ ไม่อนุญาตนักท่องเที่ยวทุกคนที่มีความอยากรู้อยากเห็น



The floating islands of Lake Titicaca เปรู

เกาะประหลาดในประเทศเปรู เกาะนี้ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติสร้าง แต่ถูกสร้างขึ้นโดยชนเผ่าพื้นเมืองที่มีชื่อว่า Uros  โดยใช้ต้นกกมาทำเป็นแพ สาเหตุที่พวกเขาสร้างเกาะแห่งนี้ขึ้นมา เพราะเลี่ยงการมีปัญหากับชนเผ่าพื้นเมือง แต่ทุกวันนี้พวกเขาก็ยังใช้ชีวิตกันอยู่บนเกาะนี้ เกาะที่พวกเขาสร้างขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง



Surtsey Island ไอซ์แลนด์

ในขณะที่ตัวของไอซ์แลนด์เองเป็นเกาะใหญ่เกาะหนึ่ง Surtsey เป็นเกาะเล็กๆ นอกชายฝั่งของไอซ์แลนด์ เป็นเกาะที่เพิ่ง ก่อตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่การปะทุของภูเขาไฟในยุค 60 เท่านั้น ดังนั้นน่าเสียใจ ผู้คนยังไม่ได้รับอนุญาตให้เยี่ยมชม ขณะนี้มันถูกใช้เป็นสถานีวิจัยทางธรรมชาติ เพื่อให้เราเข้าใจถึงปีแรกๆ ของการก่อตัวขึ้นของเกาะ



Isola La Gaiola อิตาลี

เกาะที่มีเอกลักษณ์แห่งนี้ ตั้งอยู่นอกชายฝั่งของเนเปิลส์ และเป็นเกาะเล็กๆ สองเกาะที่เชื่อมต่อกันด้วยสะพาน เกาะถูกสาป ถ้าคุณเชื่อในสิ่งนั้น เพราะมันเป็นของคนร่ำรวยหลายคนที่พบเจอความโชคร้าย หรือแม้แต่ความตายที่ยังไม่ถึงเวลา


Olkhon Island รัสเซีย

แม้ว่าชายหาดที่งดงามของรัสเซียจะไม่เป็นที่รู้จักอย่างแท้จริง แต่เกาะนี้ในไซบีเรียดูเหมือนจะคุ้มค่ากับการไปเยือน เกาะนี้ตั้งอยู่ในทะเลสาบ Lake Baikal ซึ่งคุณสามารถพบได้ในกลางไซบีเรีย เกาะแห่งนี้มีสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติมากมายบนเกาะ แต่ฉันจินตนาการว่าการไปที่นั่นจะไม่ง่ายอย่างนั้น



North Sentinel Island มหาสมุทรอินเดีย

เกาะนี้ตั้งอยู่ในอ่าวเบงกอล ประเทศอินเดีย ถึงแม้ว่าปัจจุบันโลกของเราจะก้าวหน้า มีเทคโนโลยีที่พัฒนาไม่หยุด แต่สำหรับชนพื้นเมือง Sentinelese พวกเขาปฏิเสธที่จะรับรู้เรื่องราวภายนอกและยังคงใช้ชีวิตกันแบบเดิม โดยการล่าสัตว์ ตกปลา รวมไปถึงการเก็บพืชป่าเป็นอาหาร และที่สำคัญคือ ไม่มีใครก้าวเท้าขึ้นไปเหยียบบนเกาะนี้ได้ เพราะเพียงแค่เข้าไปใกล้ชายฝั่ง ก็จะโดนศรไฟพุ่งเข้ามาต้อนรับทันที


ขอขอบคุณข้อมูล/ภาพ