วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เหมือนมากๆ He Yuhong บล็อกเกอร์สาวชาวจีนโชว์แต่งหน้าระดับเทพ

เหมือนมากๆ He Yuhong บล็อกเกอร์สาวชาวจีนโชว์แต่งหน้าระดับเทพ


กลายเป็นภาพที่ถูกส่งต่อในโลกออนไลน์อย่างแพร่หลายเมือบลอกเกอร์สาวชาวจีน He Yuhong  โชว์แต่งหน้าระดับเทพ โดยการแต่งหน้าแปลงโฉมตัวเองเป็นโมนา ลิซา




He Yuhong อาศัยอยู่จากนครฉงชิ่งทางจีนตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ซึ่่งนอกจาก โมนา ลิซา  เธอยังแต่งหน้าเลียนแบบภาพวาดชื่อดังอย่าง Lady with an Ermine  รวมไปถึงนักร้อง ดารา ชื่อดังระดับโลกอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น Taylor Swift , Selena Gomez

Lady with an Ermine
Taylor Swift 
 Selena Gomez
edit :  thongkrm_virut@yahoo.com

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

นาซ่าประกาศการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ

นาซ่าประกาศการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ


2


ธัชชัย วงศ์กิจรุ่งเรือง : แปล
ภาพวาดจำลองดาวเคราะห์ทั้งเจ็ดที่โคจรรอบดาวฤกษ์ในชื่อระบบแทรพพิส-1 เรียงตามลำดับตามระยะห่างดาวฤกษ์ / ภาพโดย NASA/JPL-Caltech
ภาพวาดจำลองดาวเคราะห์ทั้งเจ็ดที่โคจรรอบดาวฤกษ์ในชื่อระบบแทรพพิส-1 เรียงตามลำดับตามระยะห่างดาวฤกษ์ / ภาพโดย NASA/JPL-Caltech
องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซ่า แถลงข่าวการค้นพบครั้งสำคัญในคืนวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นการค้นพบดวงดาวนอกระบบสุริยะจักรวาล และไม่ใช่การค้นพบเพียงแค่หนึ่ง แต่เป็นการค้นพบดาวเคราะห์ที่มีขนาดเท่ากับดาวโลกของเราถึง 7 ดวง อันมีแนวโน้มในการดำรงชีพได้ และโคจรรอบดาวเล็กๆ ที่ไม่ไกลมากนัก นับเป็นโอกาสจริงๆ ครั้งแรกในการค้นพบสัญญาณทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตต่างดาวนอกระบบสุริยะจักรวาล
ดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์นี้ได้รับการตั้งชื่อว่า ระบบแทรพพิส-1(Trappist-1) อยู่ห่างไปประมาณ 40 ปีแสง หรือประมาณ 235 ล้านล้านไมล์ ซึ่งถือว่าใกล้มากแล้ว และนับว่าโชคดีอย่างยิ่งที่ตำแหน่งของวงโคจรดาวเคราะห์ทั้งเจ็ดเปิดโอกาสให้นาซ่าศึกษารายละเอียดได้อย่างดี
นักดาราศาสตร์กล่าวว่าหนึ่งในดาวเคราะห์หรืออาจมากกว่าหนึ่งดวงที่อยู่ในระบบใหม่นี้จะมีอุณหภูมิที่พอเหมาะ ปกคลุมไปด้วยน้ำทะเล เมื่ออิงจากระยะทางของดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดาวฤกษ์
“นี่เป็นครั้งแรกที่ดาวเคราะห์ประเภทนี้จำนวนมากถูกพบรอบดาวดวงเดียวกัน” ไมเคิล กิลลอน นักดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยลีแยฌ ประเทศเบลเยี่ยม และผู้นำทีมนานาชาติในการสำรวจ แทรพพิส-1 กล่าว

ทอมัส ฮอบส์ ผู้คิดค้นทฤษฎีสัญญาประชาคม

ทอมัส ฮอบส์ ผู้คิดค้นทฤษฎีสัญญาประชาคม




ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ ที่ผู้คนส่วนใหญ่ในโลกตะวันตกเชื่อว่า อำนาจของผู้ปกครองเป็นโองการจากสวรรค์ชั้นฟ้า ทอมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) นักปรัชญาชาวอังกฤษ กล้ายืนยันในทางตรงข้ามว่า อำนาจนั้นมาจากการตกลงมอบให้โดยประชาชนผู้ถูกปกครอง
แม้ว่าสิทธิธรรมของประชาชน ในการขัดขืนอำนาจรัฐ จะมิได้อยู่ในความคิดของฮอบส์ (เชื่อกันว่าเจตนาของเขาคือ มุ่งใช้แนวคิดวัตถุนิยม สนับสนุนอาญาสิทธิ์ของกษัตริย์) แต่ฮอบส์ก็เป็นคนแรกที่สาธิตอย่างเป็นระบบว่า รัฐเป็นเพียงองค์กรเทียม (artificial organization) ที่มนุษย์รวมตัวกันสถาปนาขึ้น เพื่อให้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในหมู่ตน เป้าหมายของการปกครอง จึงเป็นอื่นไปมิได้ นอกจากเพื่อจรรโลงสวัสดิภาพของปวงชน นี่คือจุดเริ่มต้นของกระแสความคิดทางการเมืองสมัยใหม่ ที่สืบทอดไปสู่นักคิดหัวก้าวหน้ารุ่นหลัง นับจากจอห์น ล็อก และฌ็อง-ฌากส์ รุสโซ ผู้ “เหยียบบ่า” ของฮอบส์ขึ้นไปสู่ความคิดที่ว่า ถึงที่สุดแล้ว ประชาชนย่อมมีสิทธิจะรวมตัวกัน ถอดถอนผู้ปกครองได้ ไปจนถึงคาร์ล มาร์กซ์ ผู้จัดวางขั้นตอนที่มุ่งสู่การสลายตัวของรัฐ เพื่อปลดปล่อยมนุษย์อย่างแท้จริง
ฮอบส์มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับกาลิเลโอ นิวตัน และเดการ์ตส์ ขณะที่ปราชญ์สามคนหลังนี้ เพียรพยายามเข้าถึงความลับของจักรวาล ฮอบส์หันมาทุ่มเทสติปัญญาทั้งหมดของเขา แก่การไขปริศนาว่าด้วยมนุษย์ และสังคมด้วยสปิริตแบบวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกัน

ชีวิตนี้มีเพื่อคิด

ฮอบส์เคยเล่าถึงเกร็ดชีวิตของเขาไว้ว่า เขาถือกำเนิดพร้อมกับฝาแฝดคนหนึ่งชื่อ “Fear” (ความกลัว) กล่าวคือ เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ค.ศ. ๑๕๘๘ มารดาได้คลอดเขาออกมาก่อนกำหนด เนื่องจากตระหนกกับข่าวกองทัพเรืออาร์มาดาของสเปน กำลังจะบุกมาโจมตีเกาะบริเตนใหญ่ นี่เป็นอารมณ์ขันแบบอังกฤษ เพราะอันที่จริงแล้ว เกร็ดอันฟังดูเหมือนไร้สาระนี้ พาดพิงไปถึงค็อนเส็ปต์เรื่อง “ความกลัว” (ในที่นี้คือ ความรักตัวกลัวตาย) ของมนุษย์ ซึ่งฮอบส์ใช้เป็นคำอธิบายกำเนิดของสังคม ในผลงานปรัชญาการเมืองของเขา อีกทั้งยังแฝงนัยถึงอุปนิสัยของตนเอง อันมีความประหม่าเป็นลักษณะเด่นอีกด้วย
ฮอบส์เป็นผู้คงแก่เรียน เขาแตกฉานในภาษากรีก และละตินตั้งแต่ยังเด็ก และได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดก่อนถึงเกณฑ์อายุ โดยศึกษาในคณะโมดลินฮอลล์ (Magdalen Hall) ซึ่งปัจจุบันรวมอยู่ในคณะฮาร์ฟอร์ด (Hertford College) ของมหาวิทยาลัยดังกล่าว ในบรรดาสรรพวิชาที่เขาศึกษา วิชาหลักคือ วรรณคดีกรีกและโรมัน เมื่อจบการศึกษาในปี ๑๖๐๘ ฮอบส์ได้เข้าทำงานกับตระกูลแคเวนดิช (Cavendish) ซึ่งมีบารมีและอิทธิพลสูงในสังคมอังกฤษ โดยทำหน้าที่เป็นครูสอนหนังสือ แก่กุลบุตรในตระกูลนี้รุ่นแล้วรุ่นเล่า ไปตลอดชีวิตอันยาวนานถึง ๙๑ ปี
ช่วงที่ฮอบส์ศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้น ตรงกับระยะที่ราชวงศ์สจ็วต (Stuart) ซึ่งมีพื้นเพจากสก็อตแลนด์ เริ่มเข้ามาปกครองอังกฤษ เหตุการณ์นี้ ส่งผลกระทบต่อการเมืองของประเทศอย่างมหาศาล เนื่องจากกษัตริย์ในราชวงศ์ดังกล่าว ทรงมุ่งมั่น ที่จะสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชขึ้นในอังกฤษ โดยอ้างอิงถึงความเชื่อเรื่องเทวสิทธิ์ (Divine Right) ของกษัตริย์ซึ่งแพร่หลายอยู่ในยุโรปภาคพื้นทวีป อันมีหลักการว่า กษัตริย์รับสนองโองการจากพระผู้เป็นเจ้า จึงทรงมีอำนาจสิทธิ์ขาดในทุกเรื่องเพียงผู้เดียว แนวคิดนี้ ขัดกับประเพณีการปกครองของอังกฤษที่มีมาช้านาน ซึ่งยึดหลักปฏิบัติว่า กษัตริย์ต้องบริหารราชการแผ่นดิน ร่วมกับรัฐสภา (Parliament) อันประกอบด้วย กลุ่มตัวแทนของขุนนาง และของสามัญชนอย่างใกล้ชิด
ความพยายามของกษัตริย์ในราชวงศ์สจ็วต ที่จะบรรลุเป้าหมายของพระองค์ ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงอยู่เนือง ๆ ระหว่างฝ่ายนิยมกษัตริย์ กับฝ่ายนิยมรัฐสภา จนปะทุเป็นสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ ประมาณกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ (The English Civil War, ค.ศ. ๑๖๔๒-๑๖๔๙) สงครามสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝ่ายรัฐสภา ซึ่งได้ดำเนินการสำเร็จโทษพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๑ แห่งราชวงศ์สจ็วต แล้วต่อมาได้สถาปนา การปกครองในลักษณะสาธารณรัฐกึ่งเผด็จการขึ้น เป็นระยะเวลา ๑๐ ปี โดยมีโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ (Oliver Cromwell) เป็นประมุข หลังจากนั้นได้มีการรื้อฟื้นราชวงศ์สจ็วตขึ้นมาใหม่ ซึ่งปกครองประเทศ จวบจนเข้าสู่ช่วงปลายศตวรรษ รัฐสภาจึงก่อการปฏิวัติ ด้วยการลักลอบไปอัญเชิญกษัตริย์แห่งเนเธอร์แลนด์ มาแย่งชิงราชบัลลังก์จากราชวงศ์สจ็วต โดยเสนอเงื่อนไขแลกเปลี่ยนว่า กษัตริย์จะต้องยอมรับธรรมนูญปกครอง ที่ลดพระราชอำนาจลงอย่างมาก รวมทั้งเพิ่มอำนาจแก่รัฐสภา และให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้น
ตลอดระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ ฮอบส์ปฏิบัติหน้าที่อาจารย์ อยู่ในตระกูลแคเวนดิชในชนบทอันห่างไกล แต่เขาเฝ้าติดตามข่าวเหตุวิกฤตต่าง ๆ ของบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด ประวัติศาสตร์การเมืองอันวุ่นวายของอังกฤษในศตวรรษที่ ๑๗ นี้ได้เป็นแรงบันดาลใจให้ฮอบส์คิดใคร่ครวญ เกี่ยวกับธรรมชาติของการเมืองการปกครอง และสาวลึกต่อไปถึง ธรรมชาติของมนุษย์ เขาแสดงทัศนะทางวิชาการออกมา ในช่วงที่บ้านเมืองลุกเป็นไฟ ดังนั้น แม้จะมิได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทั้งหลายโดยตรง เขาย่อมตกเป็นเป้าของการมุ่งร้ายหมายขวัญ จากหลายฝ่ายอยู่นั่นเอง ทว่าบารมีของตระกูลแคเวนดิชอันยิ่งใหญ่ ก็ช่วยคุ้มกันภัยให้ฮอบส์ได้ดีพอสมควร

                    (ภาพ)หนังสือเรื่อง ลีวายอะทัน
ฮอบส์ดำเนินชีวิตอันราบเรียบ ตามแบบฉบับผู้อุทิศตนให้กับวิชาความรู้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงชีวิตการทำงาน เขาได้เดินทางไปพำนักในยุโรปภาคพื้นทวีปหลายครั้งด้วยกัน และมักจะเป็นครั้งละนาน ๆ โดย ๓ ครั้งแรก (ค.ศ. ๑๖๑๐-๑๕, ๑๖๒๙-๓๐ และ ๑๖๓๔-๓๖) เป็นการพาลูกศิษย์ไปท่องเที่ยว และทัศนศึกษา และตัวเขาเอง ก็ถือโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กับนักปราชญ์สำคัญ ๆ ของยุโรปมากหน้าหลายตา (ในการเยือนยุโรปครั้งที่ ๓ ฮอบส์ได้เดินทางไปเยี่ยมกาลิเลโอ ซึ่งถูกจองจำอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์ ตามประกาศิตของศาลศาสนาด้วย) การได้สัมผัสบรรยากาศทางภูมิปัญญาในภาคพื้นทวีป กระตุ้นให้เขาสนใจคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก อันจะเป็นพื้นฐานสำคัญ ให้เขาพัฒนาแนวคิดวัตถุนิยมทางการเมืองขึ้นมา ในช่วงระหว่าง ค.ศ. ๑๖๔๐-๕๑ ฮอบส์ได้หลีกหนีความขัดแย้งในอังกฤษ ไปพำนักอย่างยาวนานในกรุงปารีส ณ ที่นั้น เขาได้สร้างสายสัมพันธ์กับนักคิด ในสกุลเหตุผลนิยม (rationalism) ของฝรั่งเศส และยังกลายเป็นคู่แข่งสำคัญคนหนึ่ง ของ เดการ์ตส์ (Descartes) เจ้าตำรับแนวคิดในสกุลดังกล่าวอีกด้วย
คริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ ของยุโรป ได้ชื่อว่าเป็นยุคแห่งการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ (The Age of Scientific Revolution) อันสืบเนื่องจาก การตื่นตัวขนานใหญ่ของภูมิปัญญาทางโลก ซึ่งหลับใหลมายาวนาน ด้วยเสียงกล่อมของบทสวด แม้ยังธำรงไว้ซึ่งศรัทธาในองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่นักคิดในโลกตะวันตก ก็เริ่มผละออกจากคำอธิบายสรรพสิ่ง ด้วยปัจจัยทางจิตวิญญาณ หรือเจตจำนงที่มาจากอำนาจเหนือธรรมชาติ พวกเขาหันมามองโลก และจักรวาล ว่าแท้จริงแล้วดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ของวัตถุสสาร ซึ่งมนุษย์สามารถทำความเข้าใจได้ด้วย การสังเกตข้อเท็จจริง และการคิดด้วยเหตุผล ทัศนะเช่นนี้เรียกในทางปรัชญาว่า “วัตถุนิยม” (materialism)(คลิกอ่านเชิงอรรถ ๑) ในชั้นแรกเริ่มนั้น ทัศนะดังกล่าวแสดงออกในการค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับจักรวาล โดยเฉพาะในด้านดาราศาสตร์ (คอเปอร์นิคัส, เคปเลอร์, กาลิเลโอ) ต่อมาจึงขยายมาสู่สรรพวัตถุในโลกของเรา ดังที่ปรากฏในงานบุกเบิกด้านฟิสิกส์ (นิวตัน, เดการ์ตส์) ส่วนฮอบส์นับเป็นคนแรก ที่นำทัศนะแบบวัตถุนิยม มาใช้ทำความเข้าใจมนุษย์และสังคม พร้อมไปกับการศึกษาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ
ในสายตาของคนปัจจุบันอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปรัชญาการเมืองของฮอบส์ มีความเป็นอนุรักษนิยม (conservatism) สูงมาก งานวิชาการชิ้นแรกของเขา ซึ่งตีพิมพ์ในปี ๑๖๒๙ คือ ผลงานแปลหนังสือ ว่าด้วยสงครามระหว่างเอเธนส์กับสปาร์ตา เรื่อง The Peloponnesian War (สงครามแห่งเพโลพอนนีซัส) ของทูซีดิดิส (Thucydides) นักประวัติศาสตร์กรีกโบราณ เป็นที่ทราบกันดีว่าหนังสือเล่มนี้ แฝงการวิพากษ์ระบอบประชาธิปไตย ในยุคทองของเอเธนส์ เมื่อหลายศตวรรษก่อนคริสตกาล ว่าเต็มไปด้วยความปั่นป่วนวุ่นวาย เพราะผลประโยชน์แอบแฝง และการแก่งแย่งกัน ใช้คารมเล่นลิ้นหลอกลวงฝูงชน จนในที่สุดระบอบดังกล่าว ก็นำสังคมเอเธนส์ไปสู่ความหายนะ
หลังจากนี้ ผลงานค้นคว้าและข้อคิดเห็นของฮอบส์ ในเรื่องต่าง ๆ จะทยอยปรากฏออกมาอย่างไม่ขาดระยะ มีทั้งหนังสือด้านคณิตศาสตร์ เรขาคณิต ตลอดจนฟิสิกส์ (เช่น Tractatus Opticus หรือ ตำราวิชาแสง) และแน่นอนที่สุด ข้อเขียนอันมากมายด้านปรัชญาการเมือง เล่มที่เด่นเล่มแรกคือ Elements of Law (พื้นฐานกฎหมาย) ซึ่งในปี ๑๖๔๐ ฮอบส์พิมพ์แจกจ่ายในวงแคบ (และพิมพ์เผยแพร่อย่างจริงจัง ๑๐ ปีต่อมา) ตามด้วย De Cive (ว่าด้วยพลเมือง) ทว่าผลงานชิ้นเอกที่ถือกันว่าสมบูรณ์ที่สุด ก่อให้เกิดปฏิกิริยาร่วมสมัยรุนแรงที่สุด และทำให้ชื่อของฮอบส์ ติดอยู่ในความทรงจำของนักคิดรุ่นต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบันคือ Leviathan (ลีวายอะทัน) ซึ่งตีพิมพ์ในปี ๑๖๕๑ ต่อจากนี้ไป ความคิดของฮอบส์ ก็จะวนเวียนอยู่กับเรื่องของการเมืองการปกครอง จนกระทั่งเข้าสู่บั้นปลายของชีวิต เขาจึงได้หวนกลับมาทำงานประเภทที่ยังความเจริญใจให้แก่เขามาก่อน นั่นคือ การแปลหนังสือโบราณ คราวนี้เขาแปล Odyssey (พิมพ์ปี ๑๖๗๓) และ Illiad (พิมพ์ปี ๑๖๗๖) ซึ่งถือเป็นสุดยอดวรรณกรรมอมตะของโฮเมอร์ ในปี ๑๖๗๙ ฮอบส์ได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบในวัย ๙๑ ปี ีทิ้งผลงานไว้เป็นมรดกแก่โลกทั้งสิ้น ๔๒ เล่ม

ธรรมชาติมนุษย์ สัญญาประชาคม และอำนาจปกครอง

หัวใจของหนังสือเรื่อง ลีวายอะทัน อยู่ที่การเสนอแนวคิดว่าด้วย “สัญญาประชาคม” (social contract)(คลิกอ่านเชิงอรรถ ๒) เพื่อตอบคำถามว่าสังคมมนุษย์ และรัฐก่อกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร อันที่จริง ศาสนจักรและอาณาจักรในสมัยนั้น มีคำตอบสำเร็จรูปสำหรับคำถามนี้แล้วว่า สังคมเกิดจากการสถาปนาโดยองค์พระผู้สร้าง ซึ่งประทานอำนาจของพระองค์แก่กษัตริย์ เพื่อให้ปกครองมนุษย์ แต่ฮอบส์ซึ่งไม่พอใจกับคำตอบแนวจิตนิยมนี้ ต้องการค้นหาคำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์ เขาจึงต้องเริ่มต้นด้วย การพิจารณาธรรมชาติของมนุษย์อย่างถ้วนถี่
เช่นเดียวกับนักคิดในแนววัตถุนิยมหลายคนในยุคนั้น ฮอบส์มองสรรพสิ่งในโลกว่า ล้วนดำเนินไปตามกลไกที่อาศัยแรงขับเคลื่อน (movement) ทางกายภาพ ซึ่งตัวมนุษย์ก็อยู่ในข่ายของกฎสากลดังกล่าว และมิใช่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับร่างกาย (แรงขับเคลื่อนจากการไหลเวียนของโลหิต) แต่ยังรวมถึงส่วนที่เรียกว่า “จิตใจ” (mind) อีกด้วย สำหรับฮอบส์ การรับรู้ด้วยผัสสะ และอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ เป็นการตอบสนองด้วยแรงขับเคลื่อนภายใน ต่อแรงกระทำจากภายนอก แรงขับเคลื่อนภายในนี้ ส่งทอดต่อไปยังสมอง ก่อเกิดเป็นความคิด (idea) และทิ้งร่องรอยไว้เป็นภาพ (image) ในความทรงจำ สิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นความนึกคิด (thought) ความปรารถนา (desire) หรือเจตจำนง (will) จึงมิใช่อะไรอื่น นอกจากแรงขับเคลื่อนในสมองล้วน ๆ แรงขับเคลื่อนดังกล่าวนี้เอง ที่ไปกระตุ้นให้เกิดอากัปกิริยา การกระทำ และคำพูดต่าง ๆ ของมนุษย์ ซึ่งมีความพึงพอใจส่วนตนเป็นเป้าหมาย
ในความพยายามของฮอบส์ที่จะเข้าใจถึงธาตุแท้ของมนุษย์ ในขั้นต่อไปนั้น เขาได้ตั้งสมมุติฐานถึงสิ่งที่เรียกว่า “สภาพธรรมชาติ” (state of nature) ขึ้นมา ซึ่งหมายถึงสภาพที่เผ่าพันธุ์มนุษย์เคยดำรงอยู่ ก่อนหน้าที่จะมีการก่อตั้งสังคมใดๆ ขึ้น แม้ว่าภาวะดังกล่าว หากเคยมีอยู่จริง จะเป็นสิ่งที่เราไม่มีวันล่วงรู้ได้อีกแล้วก็ตาม แต่จินตนาการทางทฤษฎีนี้ ก็จำเป็นต่อการคิดพิจารณาว่า ถ้าปราศจากอารยธรรม มนุษย์จะอยู่ในสภาวะเช่นไร (จะว่าไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นถึงกับต้องสาวย้อนไปสู่สภาพธรรมชาติ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อสรุปอย่างของฮอบส์ เพียงเราพินิจดูมนุษย์ใน “สภาพอารยะ” ดังที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ ก็น่าจะได้ภาพที่ใกล้เคียงกันไม่น้อย) จากการสันนิษฐานดังกล่าว ฮอบส์พบว่ามนุษย์ในสภาพธรรมชาติ มิใช่สิ่งที่โสภาน่าชื่นชม หากกล่าวเปรียบด้วยภาษาแบบปัจจุบัน มนุษย์ก็เป็นเหมือนหุ่นยนต์คอมพิวเตอร์ ที่ถูกตั้งโปรแกรมให้มุ่งแสวงหาความพึงพอใจใส่ตนอย่างไม่มีขีดจำกัด มนุษย์จึงเต็มไปด้วยกิเลสตัณหา ต่างคนต่างมุ่งเอาเปรียบผู้อื่น บังคับให้ผู้อื่นทำตามใจตน และถือเอาตนเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ในสภาพธรรมชาติ ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ จึงแสดงออกมาอย่างเต็มที่ ดังฮอบส์กล่าวว่า
“หากมนุษย์สองคนปรารถนาในสิ่งเดียวกัน ซึ่งไม่มีวิธีใดที่เขาทั้งสองจะแบ่งปันกันได้ เขาก็ย่อมกลายเป็นศัตรูกัน และในอันที่จะบรรลุเป้าหมายของแต่ละคน ซึ่งได้แก่การธำรงรักษาตน (their own conservation) เป็นหลัก และบางครั้งเพียงเพื่อความสุขสมอารมณ์หมายของตน (their delectation only) ทั้งคู่ก็จะเพียรพยายามทำลายล้าง หรือสยบซึ่งกันและกัน” (ข้อความแปลทั้งหมดในบทความนี้ ผู้เขียนแปลจาก Leviathan ฉบับของสำนักพิมพ์ Basil Blackwell, Oxford ไม่ระบุปีพิมพ์ มีแจ้งเพียงว่าได้แก้ไขข้อผิดพลาดทั้งหมดในฉบับพิมพ์ปี ๑๖๕๑ แล้ว)
ตามตรรกะของป่าดงดิบนี้ ย่อมไม่มีการแบ่งแยกใด ๆ ทั้งสิ้นว่าอะไรถูก อะไรผิด สิ่งใดเป็นธรรม สิ่งใดไม่เป็นธรรม หรือหากแม้นว่ามีการแยกแยะดังกล่าว ก็คงไม่มีเกณฑ์ที่ใช้เป็นมาตรฐานร่วมกันได้เลย ทั้งนี้เพราะ
“ตราบใดที่มนุษย์ยังดำรงอยู่ในสภาพธรรมชาติอย่างแท้จริง (ซึ่งก็คือภาวะการมุ่งทำลายล้างกัน) เขาก็จะใช้ความปรารถนาเฉพาะตนของเขา เป็นมาตรวัดว่าอะไรดี อะไรเลว”
การยึดเอาตนเองเป็นศูนย์กลางเช่นนี้ เป็นเหตุให้เกิดการพิพาทกันในทุกๆ เรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ และศักดิ์ศรี มนุษย์จะใช้กำลังแก่งแย่งชิงดี และเบียดเบียนกันอยู่ตลอดเวลา จนหาความสงบสุขมิได้ ความขัดแย้งอันไม่มีที่ยุติดังกล่าว จึงเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความหายนะของทุกคนร่วมกัน กล่าวคือ
“หากพฤติกรรมของมนุษย์ถูกชี้นำด้วยความคิดเห็นส่วนตน และความปรารถนาส่วนตนเพียงถ่ายเดียว พวกเขาจะไม่มีทางปกป้องคุ้มครองตนเอง จากศัตรูภายนอก หรือจากการเบียดเบียนกันเองได้เลย”
ในภาวะมิคสัญญีที่ “มนุษย์กลายเป็นหมาป่าสำหรับมนุษย์ด้วยกัน” (Homo homini lupus) นี้ มีเพียง “ความรักตัวกลัวตาย” (fear of death) เท่านั้น ที่ทำให้มนุษย์ได้คิด สำหรับฮอบส์แล้ว มนุษย์มิได้ต่างจากสัตว์ในแง่ที่มีจิตใจประเสริฐกว่า หากแต่มนุษย์เป็นจักรกลที่รู้จักคำนวณผลได้ผลเสีย จากการกระทำต่างๆ ของตน นั่นคือ รู้จักคิดด้วยเหตุผลมากกว่าสัตว์อื่น มนุษย์จึงเห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะแสวงหาสันติภาพร่วมกัน มากกว่าที่จะเบียดเบียน ทำลายล้างกันอยู่เช่นนี้ ในความคิดดังกล่าว ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ก็ยังคงดำรงอยู่เช่นเดิม แต่เปลี่ยนเป็น “ความเห็นแก่ตัวแบบยั่งยืน” เพราะกำกับไว้ด้วยสติปัญญา มิใช่เห็นแก่ตัวอย่างโง่เขลา เอาแต่ได้ จนในที่สุดไม่มีใครได้อะไรเลยอย่างแต่ก่อน
ฮอบส์เชื่อว่าทางออกของปัญหาที่มนุษย์ค้นพบคือ การตกลงกันมอบอำนาจแก่คนกลาง ให้เป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทต่างๆ และจัดระบบระเบียบของการอยู่ร่วมกัน ซึ่งเท่ากับเป็นการตัดสินใจก้าวออกจากสภาพธรรมชาติ มาสู่การก่อตั้งสังคมขึ้น ดังที่ฮอบส์กล่าวว่า
“วิธีการเดียวที่จะสถาปนาอำนาจหนึ่งเดียวร่วมกัน (commom power) ในอันที่จะปกป้องพวกเขา จากการรุกรานของคนภายนอก และจากการเบียดเบียนกันเองภายใน และในอันที่จะประกันว่า พวกเขาจะสามารถประกอบสัมมาชีพ และเก็บเกี่ยวพืชผลจากแผ่นดิน เพื่อดำรงชีวิตอย่างพึงพอใจได้ ก็คือ มอบอำนาจ และกำลังทั้งหมดของแต่ละคน ให้แก่บุคคลเพียงคนเดียว (one man) หรือกลุ่มคนคณะเดียว (one assembly of men) ผู้จะสามารถลดทอนเจตจำนงอันหลากหลายของผู้คน ให้เหลือเพียงเจตจำนงหนึ่งเดียว (one will)”
บุคคลหรือคณะบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจจากทุกคน ดังที่กล่าวมาก็คือ ผู้ปกครอง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อธิปัตย์ (sovereign) ซึ่งจะทำหน้าที่หลักในการวางกฎระเบียบ เพื่อแยกแยะว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด และบังคับใช้กฎระเบียบเหล่านั้น โดยมีอำนาจลงโทษผู้ฝ่าฝืน รวมทั้งวางนโยบายสำหรับกิจกรรมต่างๆ ของส่วนรวม สิ่งที่มนุษย์ได้รับตอบแทน จากการสละ “อำนาจ และกำลัง” ของตนให้แก่อธิบัตย์คือ ประชาสังคม (civil society) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สหไพบูลย์ (commonwealth) ซึ่งฮอบส์เชื่อว่าจะเป็นภาวะที่ช่วยบรรเทาการพิพาท ประกันความสงบสุข และพัฒนาความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้ดีขึ้น สำหรับรูปแบบของสหไพบูลย์นี้ ก็ขึ้นอยู่กับสัดส่วนระหว่างผู้ปกครอง กับผู้ถูกปกครอง ดังฮอบส์ได้แบ่งไว้ง่าย ๆ ดังนี้
“เมื่ออธิปัตย์เป็นบุคคลคนเดียว สหไพบูลย์จะเป็นระบอบราชาธิปไตย (monarchy) เมื่ออธิปัตย์คือ ที่ประชุมของทุกคนที่มารวมกัน จะเป็นระบอบประชาธิปไตย (democracy) หรือสหไพบูลย์ปวงชน (popular commonwealth) หากอธิปัตย์ประกอบด้วยสมาชิกบางส่วนของสหไพบูลย์ ก็จะเป็นระบอบอภิชนาธิปไตย (aristocracy)”
แต่ไม่ว่าสหไพบูลย์จะเป็นรูปแบบใด (ตัวฮอบส์นั้นแสดงความพอใจ ในระบอบราชาธิปไตยมากที่สุด) เขาก็เน้นย้ำอย่างมากว่า อำนาจปกครองของอธิปัตย์มีที่มาจากการตกลงทำสัญญากันเอง ระหว่างผู้อยู่ใต้ปกครอง มิได้มาจากมหิทธานุภาพเหนือธรรมชาติใด ๆ ทั้งสิ้น ดังเขาบรรยายรายละเอียดของการทำสัญญาว่า
“การกระทำดังกล่าวมิได้เป็นเพียงการตกลงยินยอม (consent) แต่เป็นการหลอมรวมทุกคนไว้เป็นหนึ่งเดียวอย่างแท้จริง (a real unity of them all) ด้วยการที่ ทุกคนทำสัญญา (covenant) ต่อกัน เสมือนหนึ่งทุกคนกล่าวแก่ทุกคนว่า ‘ข้าพเจ้าได้ยินยอมมอบสิทธิในการปกครองตนเอง ให้แก่บุคคลผู้นี้ หรือแก่บุคคลคณะนี้ โดยมีเงื่อนไขว่า ท่านเองก็ต้องยินยอมมอบสิทธิของท่านแก่เขาเช่นกัน’ “
นี่คือการยืนยันว่า อำนาจปกครองเป็นผลผลิตของมนุษย์ รัฐเป็นองค์กรเทียม ที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นจากการตกลงร่วมกัน คำยืนยันนี้ดูเหมือนสามารถส่งผลสืบเนื่องต่อไปได้อีก ในหลายทิศทาง แต่ฮอบส์กลับเลือกใช้ตรรกะที่จะดึงข้อสรุปในขั้นต่อไปว่า แหล่งกำเนิดจากเบื้องล่างของอำนาจปกครองนี้เอง เป็นปัจจัยสนับสนุนให้อำนาจดังกล่าวสมบูรณ์เด็ดขาด (เพราะมีความชอบธรรม เสียยิ่งกว่าอำนาจที่มาจากเทวโองการ) ดังนั้น “ผู้ใต้ปกครองจะต้องเคารพเชื่อฟังอธิปัตย์ในทุกๆ สิ่ง โดยมีเงื่อนไขว่า การเคารพเชื่อฟังนั้น ไม่ขัดกับกฎของพระผู้เป็นเจ้า” และต่อข้อโต้แย้งที่อาจจะเกิดขึ้น (ดังที่ผู้เขียนบทความเอง ก็คิดโต้แย้งทฤษฎีสัญญาประชาคมทุกรูปแบบมาโดยตลอด) ในทำนองว่า เมื่อตอนเราลืมตาขึ้นมาดูโลกในสังคม เรามิได้ไปทำสัญญาตกลงกับผู้ใด ว่าจะยอมรับอำนาจของอธิปัตย์ หรือแม้เมื่อบรรลุนิติภาวะ ก็มิได้รับการสอบถามความสมัครใจใด ๆ ต่อข้อโต้แย้งที่ว่ามานี้ ฮอบส์ก็ได้เตรียมคำตอบเอาไว้แล้วว่า “หากบุคคลผู้นั้นใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การปกป้องคุ้มครองของอธิปัตย์อย่างเปิดเผย ถือได้ว่าเขายอมรับเงื่อนไข ของการถูกปกครองนั้น” ซึ่งในทัศนะส่วนตัวของผู้เขียนบทความนี้ เห็นว่า เป็นการอนุมานที่หละหลวมอยู่มากทีเดียว
อันที่จริงแล้ว ในสายตาของฮอบส์ สถานะของอธิปัตย์ซึ่งมาจากสัญญาประชาคมก็คือ มรรตัยเทพ (mortal god) ผู้มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ และฮอบส์ยังนำเอาชื่อของปลายักษ์เจ้าสมุทร ในตำนานของพวกฟีนิเชียน ตามที่ปรากฏในพระคัมภีร์ไบเบิล นั่นคือ Leviathan มาใช้เรียกอธิปัตย์อีกด้วย การที่ฮอบส์เสนออำนาจเด็ดขาดให้แก่อธิปัตย์นั้น น่าจะเกิดจากทัศนะมองมนุษย์ในแง่ร้ายอย่างสุดขั้ว กล่าวคือ เขาไม่เชื่อถือในความมุ่งมั่นจริงจังของมนุษย์ ที่มาทำสัญญากัน ความโลเลอาจทำให้มนุษย์ผิดสัญญาได้ทุกเมื่อ ดังที่ฮอบส์กล่าวว่า “สัญญาที่ไม่มีคมดาบคอยกำกับ ก็เป็นเพียงลมปาก” (Covenants, without the Sword, are but words.)
เราลองมาดูกันว่าฮอบส์เสนออำนาจล้นฟ้าแก่อธิปัตย์อย่างไร
“เนื่องจากเป้าหมายของสถาบันดังกล่าวคือ ความสงบสุข และความปลอดภัยของทุกคน และเนื่องจากผู้มีสิทธิธรรมในเป้าหมายดังกล่าว (right to the end) ย่อมต้องมีสิทธิธรรมในวิถีทาง (right to the means) ที่จะใช้ให้บรรลุเป้าหมายด้วย ดังนั้น บุคคล หรือคณะบุคคลที่ถืออำนาจปกครองอยู่ ย่อมมีอำนาจตัดสินใจว่า จะใช้วิธีการใด เพื่อสร้างความสงบสุข และปลอดภัย และเพื่อขจัดอุปสรรค และภยันตรายทั้งปวง และย่อมสามารถกระทำสิ่งใดก็ตาม ที่เขาคิดว่าจำเป็นต้องกระทำเพื่อการดังกล่าวได้”
พอจะเห็นได้ว่า ณ จุดนี้ ทฤษฎีของฮอบส์ เบนออกจากการวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์ ไปสู่การแสดงทัศนะส่วนตัวทางการเมืองค่อนข้างมาก โดยเฉพาะตรรกะเกี่ยวกับ “เป้าหมาย” และ “วิธีการ” ที่ฮอบส์ใช้ดึงข้อสรุปออกมานั้น ทำให้เราแว่วยินสำเนียงแบบอำนาจนิยม เหมือนในประโยคอันโด่งดังของมาเคียเวลลี (Machiavelli) นักคิดในยุคเรอเนสซองซ์ ที่ว่า “เป้าหมายย่อมให้ความชอบธรรมแก่วิธีการที่ใช้” (The end justifies the means) ซึ่งปรากฏในตำราการปกครอง อันเป็นที่นิยมในหมู่กษัตริย์แนวสมบูรณาญาสิทธิราช ในยุโรปภาคพื้นทวีปมาจนถึงเผด็จการยุคปัจจุบัน
หนังสือเรื่อง ลีวายอะทัน ของฮอบส์นี้ตีพิมพ์ออกมาในปี ๑๖๕๑ ซึ่งต้องนับว่าผิดกาละเทศะเป็นอย่างยิ่ง เพราะการเมืองอังกฤษขณะนั้น อยู่ในช่วงวิกฤตสุดขีด นั่นคือ การสำเร็จโทษพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๑ แห่งราชวงศ์สจ็วตเพิ่งจะผ่านพ้นไป และฝ่ายรัฐสภาที่ได้รับชัยชนะ ในสงครามกลางเมืองอังกฤษ ก็ได้ยึดอำนาจปกครองประเทศ ฝ่ายรัฐสภาจึงไม่สนใจมองเจตนา ต่อต้านทฤษฎีเทวสิทธิราช ที่อยู่ในหนังสือ หากสนใจแต่เพียงส่วนที่สนับสนุนอำนาจกษัตริย์ ส่วนฝ่ายของกษัตริย์ก็ไม่นิยมชมชอบฮอบส์ เพราะถือว่านักปราชญ์ผู้นี้ มาบ่อนเซาะอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของฝ่ายตน ด้วยแนวคิดแบบวัตถุนิยม ฮอบส์จึงตกอยู่ในสถานการณ์ “หว่างเขาควาย” อย่างช่วยไม่ได้ และผู้อ่านในสมัยของเขาย่อมอดไม่ได้ ที่จะอ่านหนังสือของเขาด้วยอคติ ตราบจนวิกฤตต่าง ๆ ผ่านพ้นไปแล้ว คุณค่าทางวิชาการของหนังสือนี้ ในแง่ที่เป็นแรงกระตุ้นให้คิดต่อ (ไม่ว่าจะต่อเติมหรือต่อต้าน) จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดขึ้น
สำหรับการสานต่อแนวคิดเรื่องสัญญาประชาคมของฮอบส์นั้น กรณีที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ รุสโซ (Rousseau) ซึ่งนำงานของฮอบส์มาคิดต่อได้อย่างมีสีสันเร้าใจ จนคนทั้งหลายมักเข้าใจกันไปว่า เขาเป็นต้นคิดเรื่องสัญญาประชาคมเสียเอง
รุสโซยืนยันคล้ายคลึงกับฮอบส์ว่า สังคมมนุษย์เกิดขึ้นจากการทำสัญญาตกลงร่วมกัน ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ ทว่ารุสโซมองการเปลี่ยนสภาพของมนุษย์ จากเหตุการณ์ดังกล่าวในทิศทางกลับกันกับฮอบส์ กล่าวคือ สำหรับรุสโซ ความชั่วร้ายต่าง ๆ นานาของมนุษย์นั้น เกิดขึ้นภายหลังสัญญาประชาคม และเป็นผลโดยตรง จากการที่มนุษย์มาอยู่ร่วมกันในสังคมนั่นเอง รุสโซจินตนาการกลับด้านกับฮอบส์ว่า ในสภาพธรรมชาติ มนุษย์จะมีอุปนิสัยเรียบง่าย สมถะ รักสงบ แต่เมื่อมาอยู่ร่วมกัน ตรรกะของสังคม จะสอนให้มนุษย์แก่งแย่งชิงดี และเอารัดเอาเปรียบกัน
สิ่งที่ทำให้เราต้องยอมรับว่า รุสโซก้าวหน้ากว่าฮอบส์ก็คือ รุสโซถือว่าการทำสัญญาประชาคมครั้งที่ผ่านมานั้น เป็นความผิดพลาด เนื่องเพราะเป็นการทำสัญญาระหว่างสมาชิกด้วยกันเอง และยังเป็นการมอบอำนาจให้แก่อธิปัตย์อย่างถาวร ชนิดที่เรียกคืนไม่ได้ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ความเลวร้ายในสังคมอย่างที่เราเห็น ๆ กัน รุสโซจึงเสนอให้มนุษย์กลับไปทำสัญญาประชาคมกันใหม่ โดยในคราวนี้ มนุษย์จะต้องทำสัญญามิใช่ระหว่างกันเอง หากแต่ละคนจะต้องทำสัญญากับ “เจตจำนงร่วมกัน” (general will) ซึ่งทอนมาจากเจตจำนงของแต่ละคน เพื่อให้คนทั้งหมดมีสถานะ เป็นทั้งผู้ถูกปกครอง และผู้ปกครองพร้อมกันไป ระบบของรุสโซจึงนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า เมื่อมีเหตุอันควร ผู้ถูกปกครองย่อมมีสิทธิโต้แย้งอำนาจปกครอง (ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นของตนเอง) ได้ (คลิกอ่านเชิงอรรถ ๓)้
แม้ผู้เขียนบทความนี้จะไม่เคยเชื่อว่า รัฐเกิดขึ้นจากการตกลงกันอย่างยินยอมพร้อมใจของผู้คน และค่อนข้างคล้อยตามคาร์ล มาร์กซ์ว่า รัฐเกิดจากการที่คนกลุ่มน้อย คิดค้นวิธีการที่จะมอมเมา และเอาเปรียบคนกลุ่มใหญ่ เพื่อประโยชน์ของตนเสียมากกว่า แต่ผู้เขียนก็เห็นว่า แนวคิดเรื่องสัญญาประชาคมเป็นจินตนาการทางทฤษฎี ที่น่าสนใจในเชิงภูมิปัญญา และในทางปฏิบัติ ภาพมายาทางความคิดนี้ ก็อาจจุดประกาย ให้แวบเห็นทางออกจากวังวนของปัญหา การเมืองสมัยใหม่ได้บ้าง แม้จะเห็นอย่างสลัวรางก็ตามที

เชิญอรรถ
๑ เมื่อต้องการสื่อถึงความหมายที่กล่าวมานี้ บางท่านหันไปใช้ศัพท์บัญญัติอีกตัวหนึ่งว่า “สสารนิยม” เพื่อมิให้ปะปนกับ “วัตถุนิยม” ในความหมายสามัญที่หมายถึง ความชื่นชอบในวัตถุอันแสดงออกด้วยพฤติกรรมแบบบริโภคนิยม และเป็นความหมายในทางทรามของคำคำนี้
๒ คำว่า “สัญญาประชาคม” ในที่นี้ ใช้ในความหมายเที่ยงแท้ทางรัฐศาสตร์ นั่นคือ “ข้อตกลงที่มนุษย์กระทำร่วมกันเพื่อก่อตั้งสังคม” มิใช่ตามนัยยะผิดเพี้ยน ที่นักการเมืองไทยปัจจุบันนิยมหยิบฉวยคำนี้ไปใช้ เพื่อให้เกิดความขรึมขลังหรือโก้เก๋ โดยใช้ในความหมายว่า “สัญญาที่นักการเมืองให้ไว้แก่ประชาชน” คำอีกคำหนึ่งที่นักการเมืองไทยชอบใช้อย่างผิด ๆ คือ “สัตยาบัน”
๓ หากท่านสนใจความคิดทางการเมืองของรุสโซ โปรดดูในบทความอีกบทหนึ่งของผู้เขียน “รุสโซ : อุดมคติแห่งธรรมชาติ” ใน สารคดี ฉบับ ๑๒๓ (พฤษภาคม ๒๕๓๘)
  • ขอขอบคุณข้อมูล:
  • สารคดี ฉบับที่ 187 กันยายน 2544

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561

ใครที่ชอบดื่มน้ำตอนท้องว่าง มันจะส่งผลต่อร่างกายแบบนี้จนแทบไม่อยากเชื่อ!!

แล้วจะหาว่าไม่เตือน!! ใครที่ชอบดื่มน้ำตอนท้องว่าง มันจะส่งผลต่อร่างกายแบบนี้จนแทบไม่อยากเชื่อ!!




ราบสวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่าน กลับมาพบกันอีกเช่นเคยเป็นประจำกับ “รู้งี้” ที่นำเรื่องราวดีๆมาเสิร์ฟให้คุณถึงหน้าจอ โดยวันนี้เราจะพาคุณผู้อาจทุกท่านพบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเราเมื่อเราดื่มน้ำตอนท้องว่าง ซึ่งไม่ได้มีโทษกับร่างกายเราแต่อย่างใด แถมยังเป็นสิ่งที่ดีควรปฏิบัติด้วยซ้ำ ฮั่นแน๊ะ อยากรู้กันแล้วใช่ไหมล่ะ ตามไปดูกันเล๊ยยยย…
การดื่มน้ำเมื่อท้องว่างผ่านกระเพาะอาหาร เพื่อรักษาสุขภาพที่ดีในประเทศญี่ปุ่นทุกวันนี้ เป็นที่นิยมดื่มน้ำทันทีหลังจากตื่นนอนตอนเช้า (ก่อนแปรฟัน) เพื่อการรักษาสุขภาพที่ดี มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ “พบว่าน้ำสามารถใช้ชะลอความแก่” และสามารถบำบัดรักษาโรคเหล่านี้ได้ผล100% (แบบค่อยเป็นค่อยไปต้องใช้ระยะเวลา) ปวดหัว ปวดตามตัว โรคระบบหัวใจ โรคไขข้ออักเสบ โรคหัวใจเต้นเร็ว โรคลมบ้า หมู โรคอ้วน โรคหลอดลมอักเสบ โรคหืด วัณโรค อาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไขสันหลังอักเสบ โรคไตและยูริก โรคแสลง คลื่นไส้ต่างๆ โรคกระเพาะ โรคท้องร่วง โรคริดสีดวงทวาร โรคเบาหวาน โรคอาการท้องผูก โรคตา โรคภายในสตรี มะเร็ง รอบเดือนไม่ปกติ โรคคอ หู จมูก

วิธีการปฏิบัติ

1. ตื่นนอนตอนเช้า ก่อนแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำ 4 แก้ว (640 ซีซี)
2. หลังจากนั้นสามารถและล้างหน้าอาบน้ำได้ แต่ต้องไม่ดื่ม หรือรับประทานอะไร จนกว่า 45 นาทีผ่านไป จึงจะรับประทานได้ตามปกติ
3. หลังรับประทานอาหารเช้า กลางวัน เย็น ไปแล้ว 15 นาที ไม่ควรดื่มน้ำหรือรับประทานอะไร จนกว่า 2 ชั่วโมงผ่านไป
4. ผู้ป่วย หรือคนชรา ที่ไม่สามารถดื่มน้ำ 4 แก้ว ก็ให้ค่อยๆ ดื่ม ค่อยเป็นค่อยไปเรื่อยๆ จนได้ครบ 4 แก้ว ข้อปฏิบัติ 4 ข้อดังกล่าว จะทำให้ท่านบำบัดรักษาโรคที่เป็นอยู่ค่อยๆเบาและหายขาดได้ในที่สุด ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้นเพียงแต่อาจปัสสาวะบ่อยขึ้นและหลังดื่มน้ำไปแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมง จะปวดปัสสาวะ

จากสถิติข้อมูลโรคที่บำบัดรักษาทำให้หายได้ภายในเวลาดังนี้

1. โรคความดันโลหิตสูง 30 วัน
2. โรคกระเพาะ 10 วัน
3. โรคเบาหวาน 30 วัน
4. โรคท้องผูก 10 วัน
5. โรคมะเร็ง 180 วัน
6. โรควัณโรค 90 วัน
7. โรคไขข้ออักเสบจะเห็นผลภายใน 3 วัน
“เห็นแบบนี้แล้ว ก็อย่าลืมดื่มน้ำกันเยอะๆนะ แล้วแบ่งปันประโยชน์นี้ให้เพื่อนๆที่รักสุขภาพได้อ่านกันด้วยค่ะ”

10 ประโยชน์ของการดื่มน้ำตอนท้องว่างเหล่านี้ที่เราหยิบมาฝาก อยากได้ประโยชน์ที่มากขึ้นจากการดื่มน้ำ ต้องลองดื่มตอนท้องว่างดูนะ

1. ป้องกันอาการปวดศีรษะอาการปวดศีรษะบางครั้งก็มาจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอ และถ้าไม่อยากจะมานั่งปวดศีรษะจนทำอะไรไม่ไหว ก็ต้องดื่มน้ำให้เยอะ ๆ ถ้าจะให้ดีควรจะดื่มน้ำตอนท้องว่างด้วยนะ เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอ แล้วอาการปวดหัวก็จะไม่มากวนใจแน่นอน
2. กระตุ้นระบบเผาผลาญการดื่มน้ำในขณะที่ท้องว่าง จะช่วยให้เพิ่มการเผาผลาญในร่างกายได้ถึง 25% ทีนี้เมื่อเราทานอาหาร ร่างกายก็จะย่อยอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถ้าอยากให้ระบบเผาผลาญดีอย่างต่อเนื่องก็ควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 3 ลิตรนะคะ
3. ช่วยลดน้ำหนักสำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนัก ขอแนะนำให้ดื่มน้ำสักแก้วก่อนที่จะรับประทานอาหาร เพราะจะช่วยให้อิ่มไวและช่วยลดความหิวลงได้ เพราะในขณะที่ท้องว่าง เมื่อดื่มน้ำลงไปแล้วน้ำก็จะไปเติมช่องว่างในกระเพาะทำให้เรารู้สึกอิ่มขึ้นมาทีละนิด แต่ก็แนะนำว่าอย่าดื่มน้ำเยอะเกินไปนะ ไม่อย่างนั้นแทนที่จะอิ่มอาจรู้สึกจุกแทน
4. ช่วยขจัดสารพิษในร่างกายการดื่มน้ำ เป็นการล้างพิษให้กับร่างกายของตัวเองอย่างง่ายที่สุด โดยแค่เพียงดื่มน้ำเปล่าในขณะที่ท้องว่าง บรรดาสารพิษต่าง ๆ ที่ตกค้างในร่างกายก็จะถูกชำระล้างและขับออกมาเป็นเหงื่อหรือปัสสาวะในที่สุด ไม่ต้องไปหาสูตรล้างพิษเพื่อสุขภาพให้เสียเวลาเลย
5. เพิ่มความอยากอาหารหลายคนไม่ยอมกินมื้อเช้า เพราะไม่รู้สึกหิว ซึ่งการไม่กินมื้อเช้าก็มีข้อเสียมากมาย แต่การดื่มน้ำช่วยได้ค่ะ เพราะการดื่มน้ำตอนท้องว่างจะเข้าไปกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน ทำให้ร่างกายต้องการพลังงานมากขึ้น ส่งผลให้เราสามารถกินอาหารเช้าได้ตามปกติ แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะกินมื้อเช้ามากจนเกินไปเพราะการดื่มน้ำก็จะช่วยให้อิ่มไวเหมือนกัน
6. ป้องกันท้องผูกหลายคนคงจะเคยได้ยินว่าการดื่มน้ำอย่างน้อย 1-2 แก้วขณะที่ท้องว่างในตอนเช้าจะช่วยกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น นั่นเป็นเรื่องที่จริงสุด ๆ เลยล่ะค่ะ เพราะเมื่อเราดื่มน้ำในเวลาท้องว่าง ลำไส้ก็จะทำงานได้ดีขึ้น ป้องกันอาการท้องผูกที่เกิดจากการทำงานของลำไส้ที่ผิดปกติ
7. บรรเทาอาการโรคกระเพาะ และกรดไหลย้อนโรคกรดไหลย้อน และโรคกระเพาะอาหาร ก่อให้เกิดอาการแสบท้องและกลางอก ซึ่งการดื่มน้ำสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ เพราะน้ำจะช่วยเจือจางกรดในกระเพาะอาหารและช่วยชะล้างกรดเกินที่ไหลย้อนขึ้นมาที่บริเวณหลอดอาหารส่วนปลาย
8. บำรุงผิวพรรณ นอกจากช่วยชะล้างสารพิษในร่างกายแล้ว การดื่มน้ำยังช่วยกำจัดบรรดาสารอนุมูลอิสระที่ทำให้ผิวพรรณหมองคล้ำและเป็นต้นเหตุของริ้วรอยได้อีกด้วย และถ้ายิ่งดื่มน้ำในขณะที่ท้องว่างก็จะยิ่งเร่งให้อนุมูลอิสระเหล่านี้ถูกกำจัดออกไปได้เร็วขึ้น ถ้าอยากมีผิวสวยกระจ่างใส และดูอ่อนเยาว์กว่าวัยไม่ต้องเสียเงินซื้อครีมบำรุง แค่ดื่มน้ำให้เพียงพอรับรองว่าไม่ผิดหวัง
9. สร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกัน เวลาที่ท้องว่างเป็นช่วงที่เหมาะที่สุดในการดื่มน้ำ เพราะร่างกายของเราต้องได้รับน้ำอย่างเพียงพอจึงจะทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุขภาพของเราก็จะแข็งแรง
10. ลดความอ่อนล้าระหว่างวันหากรู้สึกง่วงเหงาหาวนอน หรืออ่อนล้าจนไม่มีแรง ไม่ต้องหาเครื่องดื่มชูกำลังหรือกาแฟมาดื่ม หรือรับประทานอาหารเข้าไปเพิ่มพลัง แค่ดื่มน้ำเปล่าสัก 1-2 แก้ว ตอนที่ท้องว่าง ๆ ก็จะช่วยให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น เพราะการที่ร่างกายของเราอ่อนล้าส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะร่างกายมีสารพิษมากเกินไป และการดื่มน้ำก็จะช่วยชะล้างสารพิษในร่างกายออกไปได้เป็นอย่างดีเลย
“ไม่ว่าจะดื่มน้ำเวลาไหนก็ล้วนแต่มีประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น เพราะน้ำเปล่าเป็นเครื่องดื่มที่ดีที่สุด ฉะนั้นก็อย่าลืมดื่มน้ำกันให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย นั่นก็คือวันละ 6-8 แก้วนะคะ”

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก

  • khawjingjing

วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560

10 ข้อปฏิบัติเพื่อการเติบโตของ จิตวิญญาณ


10 ข้อปฏิบัติเพื่อการเติบโตของ จิตวิญญาณ ::
.
1. ทดลอง สละสิ่งของที่รัก ห่วงอะไรมาก ของสะสมอะไรที่รักที่สุด ลองยกให้คนอื่น ให้ชิ้นที่รักที่สุด ห่วงที่สุด สละมันออกไปให้บุคคลที่เหมาะสม แล้วเราจะเห็นการสั่นสะเทือนของใจ เมื่อตัดวัตถุที่รักห่วงแหนที่สุดได้แล้ว ความเป็นนักสะสมของเราจะลดลงมาก วัตถุอื่นๆ ย่อมลด ละ เลิก ได้ง่ายขึ้น
.
2. ทดลอง พูดเท่าที่จำเป็น พูดแต่ความจริงที่เป็นประโยชน์ ส่วนเรื่องไม่จริง และความจริงที่ไม่เป็นประโยชน์ให้งดเว้น เมื่อพูดน้อยลง เราจะเห็นใจตนเองชัดเจนขึ้น เห็นจังหวะ เห็นอัตตาพุ่งพล่าน เราจะเห็นเลยว่า การใช้คำพูดเท่าที่จำเป็น คือคุณธรรมขั้นสูงที่หาผู้ปฏิบัติได้ยากนัก
.
3. ทดลอง ทำดีกับผู้ที่เราไม่ชอบ เมื่อทำเช่นนี้ เราจะปรากฏการณ์สามสิ่งหนึ่ง เราเห็นความเร้าร้อนในใจของตนเอง เมื่อฝ่ายตรงข้ามมีปฏิกริยาตอบสนองในทางที่ไม่ดีกลับมา ใจเราจะดิ้นพล่านเหมือนถูกน้ำร้อนราด สอง เราจะเห็นว่า บางครั้ง ที่เราไม่ชอบเขานั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการปรุงแต่งของเราเอง ไม่ใช่ความเลว หรือความชั่วของเขาทั้งหมด สาม เมื่อเราดีกับเขาแล้ว ไม่ว่าเขาจะเข้าใจ ไม่เข้าใจ ยอมรับ หรือปฏิเสธ เราจะเห็นความสุขที่ผุดขึ้นกลายใจของเราเอง

"เมื่อเราทำดีกับผู้ที่เราเกลียดได้ เราย่อมทำดีกับคนทั้งโลกได้ไม่ยาก"
.
4. ทดลอง ทำงานที่ตนเกลียด และรังเกียจด้วยความสุข ทำงานที่ต่ำที่สุดด้วยความสุข ทำงานที่เลอะเทอะ สกปรกที่สุดด้วยความสุข เมื่อเราทำงานที่ไม่ชอบได้อย่างมีความสุข ก็ไม่มีงานชิ้นใด ที่เราจะทำไม่ได้อีกต่อไป ใจของเราจะทำงานเพื่องานมากขึ้น แล้วงานที่เราทำ จะกลายเป็นงานที่เปิดโอกาสให้เราได้อยู่กับปัจจุบันมากขึ้นด้วย
.
5. ทดลองกินน้อย ไม่ตามใจปาก คนทั้งโลกมักให้รางวัลตนเองด้วยการกิน แต่บางครั้งอาจได้ประโยชน์กว่า ถ้าเราลองปล่อยให้ตัวเองรู้สึกหิวในบางเวลา เมื่อหิว จงสังเกตความหิว สังเกตการเกิดและดับของมัน สังเกตการทำงานที่สัมพันธ์กันระหว่างความรู้สึกหิวและร่างกาย เมื่อเราสังเกตให้ดี ใจเราจะเห็นถึงความทุกข์อันเกิดจากความไม่เที่ยงแท้ของกาย จะกลายเป็นผู้ไม่ยึดติดในรสอร่อย แต่กินเพื่อประโยชน์ เพื่อแก่นสารของชีวิตอย่างแท้จริง
.
6. ทดลอง ประกาศความเลวของตนเอง และประกาศความดีของผู้อื่น

ทำได้เช่นนี้ เราจะกลายเป็นคนที่อ่อมน้อมถ่อมตนมากขึ้น เป็นมนุษย์มากขึ้น จริงใจมากขึ้น และเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ไม่ต้องใส่หัวโขนที่ไม่ใช่ตนเองอีกต่อไป
.
7. ทดลอง ปฏิเสธผลประโยชน์ ชื่อเสียง เงินทอง และสิ่งที่กิเลสโหยหา ทดลองเล่นกับความต้องการของตนเอง เล่นกับความปราถนาส่วนลึกของตนเอง ฝึกทำสิ่งเหล่านี้เป็นระยะๆ แล้วเราจะกลายเป็นผู้อยู่เหนือ ลาภยศ ชื่อเสียง เงินทอง เป็นผู้เห็นความจริงของชีวิต เป็นผู้อยู่เหนือสิ่งแวดล้อม เพราะมีใจเป็นอิสระ
.
8. ทดลอง #ใช้ชีวิตตามธรรมชาติ ไม่ใช่ฝืนธรรมชาติ ตื่นนอน หลับตา ตามเข็มนาฬิกาของพระอาทิตย์และพระจันทร์ เราไม่อาจเข้าใจธรรมชาติจนถึงที่สุดได้ ถ้าไม่ไหลตามกระแสของธรรมชาติ อย่าตั้งกติกาใหม่ที่ขัดกับหลักธรรมชาติ จงฟังเสียงความเงียบให้เป็น ฟังเสียงลมให้เป็น เห็นความงามของความน่าเบื่อให้เป็น เห็นความงามของความน่าเกลียดให้เป็น เพราะทั้งขาวและดำคือธรรมชาติของชีวิต ให้สิ่งเหล่านี้บอกเล่า และสอนเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติของความจริง อย่าได้ใช้ชีวิตด้วยการทำสงครามกับธรรมชาติ อย่าได้เลือก หรือปฏิเสธทั้งความมืดและความสว่าง จงน้อมรับทั้งสองสิ่งด้วยความเบิกบาน จงตื่น นอน กิน ให้พอเหมาะ พอดี ลองถามธรรมชาติดูบ้าง ว่าอะไรกันแน่คือความพอดีที่แท้จริง

9. ทดลองหาความแปลกใหม่จากการเดิน การนั่ง และการนอน ความจริงแล้ว การเดิน นั่ง และการนอนเป็นเรื่องของความสดใหม่ ไม่ใช่เรื่องซ้ำซาก ถ้าเรานั่ง เดิน และนอนให้เป็น

สิ่งเหล่านี้จะสร้างสติปัญญาให้เราได้มากมาย อย่ามองหาความท้าทายจากกิจกรรมที่ต้องรอคอย จงมองหาความท้าทายจากกิจกรรมที่เป็นพื้นฐานของชีวิต

ปราชญ์ทั้งหลายมีดวงตาเห็นธรรมก็เพราะกิจกรรมที่เป็นแก่น แกน ราก ไม่ใช่กิจกรรมที่เสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นจากกิเลสตันหา ผู้ใดมีสติปัญญาสามารถทำเรื่องธรรมดาที่สุด ให้กลายเป็นเรื่องพิเศษที่สุดได้ ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ที่มีความสุขง่ายดายที่สุดในโลก
.
10. ฝึกแยกกาย ความคิด และจิต อย่าให้จิตแนบอยู่กับความคิด ถอนตัวเราออกมาจากความคิด ทำทุกอย่างภายใต้ความนิ่งสงบ เมื่อมีสิ่งใดต้องทำ จงทำให้เร็ว ทำให้เร็วกว่าความท้อใจจะมาถึง ทำให้เร็วกว่าความเกียจคร้านจะมาเยือน ทำให้เร็วกว่ากิเลสตันหาจะมาครอบงำ เมื่อทำแล้ว ให้กลับสู่ความนิ่ง เงียบ และสงบ

จงเป็นยอดดาบที่คมกริบ ชักจากฝักเมื่อคราวจำเป็น ตวัดดาบให้เร็ว แล้วนำกลับเข้าฝักทันที อย่าทำตนเป็นมีดพร้าราคาถูกที่มีเพียงเสียงขู่ แต่ไม่อาจสำแดงอานุภาพ การงานใดๆของชีวิต เมื่อต้องทำ จงทำให้เร็ว

เมื่อทำหน้าที่จนสมควรแก่เหตุแล้ว ต้องรู้จักจบและพอ ทำได้เช่นนี้ การงานจะมีประสิทธิ์ภาพสูงสุด ไม่ถูกความโลภครอบงำ ช่วงเวลาแห่งการทำงาน จะกลายเป็นช่วงเวลาแห่งการบ่มเพาะสติปัญญา ยิ่งทำงานมาก สติปัญญายิ่งเพิ่มพูนเป็นเท่าทวี
.
ทดลองฝึกสิ่งเหล่านี้ให้มากขึ้น เพิ่มน้ำหนักให้หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ
จนสามารถรับได้ และคุ้นเคย เมื่อมีความคุ้นเคยแล้วระดับหนึ่ง
สิ่งเหล่านี้จะพัฒนากลายเป็นอุปนิสัย กลายเป็นเนื้อเดียวกับชีวิต

จริงอยู่ เมื่อแรกเกิด ลืมตาดูโลกเราทั้งหลายล้วนเป็นปุถุชน
คิดแบบปุถุชน พูดแบบปุถุชน และทำแบบปุถุชน แต่ในเมื่อมนุษย์นั้นเป็นสัตว์โลกที่พัฒนาได้ เรามิได้โง่งมดังหมู หมา กา ไก่ เมื่อเป็นอย่างนี้
เราจะรักและหวงแหนความเป็นปุถุชนของเราไว้ทำไม
ทิ้งความเป็นปุถุชนของเราไว้ในโลก แล้วตายไปพร้อมกับความเป็นอริยชน จะดีกว่าไหม!
.
ขอบคุณบทความจาก : พศิน อินทรวงค์

วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560

วิธีทำให้ชีวิตโล่งและเบาขึ้น


วิธีทำให้ชีวิตโล่งและเบาขึ้น



ผมเพิ่งเกษียณมาได้ปีกว่า ตัดสินใจที่จะไม่ทำงานต่อ
เพราะมีเงินมีทองพอใช้ไม่ขัดสนแล้ว อยากจะใช้วัน
เวลาเกษียณแบบอยู่กับบ้านสบายๆบ้าง แต่ว่าไม่มีคน
ใช้นะครับ ไม่ใช่ว่าขี้เหนียวเงิน

วันนี้เรามาคุยกันถึงวิธีทำให้ชีวิตเบาขึ้นโล่งขึ้นสบาย
ขึ้นดีไหม วิธีทำให้ชีวิตโล่งและเบาขึ้น เช่น ..

1. เก็บของที่ไม่ใช้,เลิกใช้, เอาไปบริจาคให้ผู้เดือด
ร้อน เช่น เสื้อผ้า รองเท้า เฟอร์นิเจอร์เก่าๆ อย่าไป
เสียดายครับ ของที่ไม่ใช้แล้วเลย

2. ลดงานที่เครียดๆลงบ้าง เช่น งานประชุมที่เอา
จริงเอาจัง งานที่แข่งขันและหวังผลสูง ถ้าเลือกได้
ลาออกจากการเป็นกรรมการ อะไรต่อมิอะไรเสียบ้างก็
ได้ บรรยากาศการประชุมมักจะเครียดเสมอสารความ
เครียดหลั่งตลอดเวลา ..รู้ไหม ?

3. เลือกไปงานที่สำคัญและควรจะไปเท่านั้น ไม่
เช่นนั้นเราจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลย

4. อ่านหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารให้น้อยลง โดย
เฉพาะข่าวอาชญากรรมหรือข่าวเครียดๆที่ซ้ำกันทุกวัน

5. เลิกดูรายการทีวีที่เครียด หรือรายการข่าวหนักๆ
ที่ซ้ำๆกันทุกวัน เช่น รายการที่มีพิธีกรมานั่งเถียงกัน,
พูดแข่ง,พูดแซวกัน 2-3 คน ดูไป ฟังไป แทนที่จะ
สบายใจกลับเครียดมากขึ้น น่าเบื่อด้วยซ้ำ

6. อย่ารับปากและสัญญาว่าจะทำอะไรให้ใครๆง่ายๆ
ด้วยความเกรงใจเลย หัดปฏิเสธให้เป็น

7. อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่นๆเลย .. ทำได้
ยากมาก จะทำให้เราจมปลักอยู่กับความผิดหวังในตัว
คนอื่น และเกลียดชังสังคมรอบตัว พยายามรับคนอื่น
และยอมรับเขาตามความเป็นจริงเถิด .. ถ้ารักไม่ลงก็
มองข้ามเขาไป และลดความคาดหวังในตัวเขาลงไป
ด้วย เมื่อเวลาเวลาผ่านไป เราหันไปมองเขาใหม่ เรา
จะเข้าใจยอมรับและรักเขาตามความเป็นจริงได้มากขึ้น

8. หัดไปไหนมาไหนคนเดียว เป็นเพื่อนตนเองได้
จะลดขั้นตอนและความยุ่งยากใจเวลาจะต้องทำอะไร
หรือไปไหนได้มากขึ้น

9. ลดความบ้างาน บ้าเงิน บ้าอำนาจ บ้าเกียรติยศ
ชื่อเสียงบ้าง จะทำให้คุณไม่เครียดกับงานเฆี่ยนต้ว
เองให้ทำงานหนัก และแข่งขันกับคนรอบข้างตลอด
เวลา จนลืมสร้างมิตรและไม่เคยพอใจตัวเองเลย ไม่
ว่าจะได้มามากเท่าไร

10. ถ้าจะรักใครสักคน อย่าหลงรักเขาทั้งหมดของ
ชีวิตและอย่าเข้าไปก้าวก่ายชีวิตเขาด้วย จงคิดเพียง
จะอยู่ข้างๆเขาก็พอแล้ว การรักแบบนี้จะทำให้รักกัน
ได้นานๆ

11. ลองแบ่งเวลาวันละ 1 ชั่วโมง ล้างจิตใต้สำนึก
ที่ไม่ดีออกไปให้หมด

ลองทำตามที่แนะนำมานะครับ จะรู้สึกว่าชีวิตโล่ง
และเบามากขึ้น เหมือนใส่เสื้อผ้าหลวมๆไม่คับแคบ
หรือรัดตรึง อึดอัด เวลาตัวเองเบาๆ ใจสบายๆ ความ
คล่องตัวจะมีมากขึ้น จนคุณแปลกใจตัวเอง

โดย ศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ ( จิตแพทย์ )
ภาพ : http://www.naewna.com/columnist/1046
edit : thongkrm_virut@yahoo.com


วันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2560

“กินยาพร่ำเพรื่อ” พฤติกรรมเสี่ยงคนยุคใหม่

“กินยาพร่ำเพรื่อ” พฤติกรรมเสี่ยงคนยุคใหม่
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เมื่อรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดศีรษะคล้ายจะเป็นไข้ สิ่งที่คุณทำคือเดินไปหยิบยาแก้ปวดหัวที่มักจะมีติดบ้านอยู่เสมออย่าง “พาราเซตามอล” สองเม็ด โยนเข้าปาก แล้วดื่มน้ำตาม หรือเมื่อปวดท้อง เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ ไอ จาม เป็นหวัด คุณก็จะหยิบยาแก้โรคนั้นๆ กินเอง แล้วก็บอกตัวเองว่า คุณเป็นคนที่ดูแลร่างกายดี ไม่ปล่อยปละละเลยอาการใดๆ เมื่อผิดปกติก็หายากินแล้วละก็ คุณกำลังคิดผิดมหันต์ หนำซ้ำสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่นั้น อาจก่อผลร้ายอย่างยิ่งต่อชีวิตคุณในระยะยาว
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ “ไมเคิล แจ็กสัน” King of Pop ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นกันว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะใช้ยามากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะยาแก้ปวดที่มีข้อมูลว่า ไมเคิลใช้ถึง 3 ชนิดด้วยกัน เช่นเดียวกับบรรดานักร้องหรือไฮโซเมืองไทยที่มีรายงานว่ามีไม่น้อยที่ติดยาประเภทที่ซื้อได้ถูกกฎหมาย อย่างยาแก้ปวดหรือยาคลายเครียดบางตัว เป็นต้น
ผศ.ดร.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม (วจภส.) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ภาพสาเหตุของการกินยาพร่ำเพรื่อของคนไทยว่า แบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ หนึ่ง - กินเพราะติดยาชนิดนั้น ซึ่งลักษณะอาการติดจะคล้ายกับผู้ติดยาเสพติด การติดชนิดนี้จะเกิดในกรณีการกินยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท และ สอง - กินเพราะติดที่จะกินยานั้นๆ เป็นนิสัย โดยเกิดขึ้นในกรณีการกินยาที่ไม่มีส่วนผสมของยาเสพติด แต่กินเป็นเวลานานๆ จนกลายเป็นการเสพติดในเชิงพฤติกรรม
“เคยมีโอกาสทำวิจัยกับทาง อย. และสหรัฐอเมริกา มีข้อมูลน่าสนใจมากอย่างหนึ่ง คือ ในบ้านเรามีการใช้ยานอนหลับและคลายประสาทที่ชื่อว่า ดอมิคุ่มและโซแลมสูงมาก โดยเฉพาะโซแลม มีการใช้ปีละเป็นล้านเม็ด สูงที่สุดที่เคยมีคือ 3 ล้านเม็ดต่อปี ใช้กันทั้งในรูปแบบของยากินและยาฉีด คือนำเม็ดมาบดละลายน้ำแล้วกรองฉีด แม้จะเป็นยาควบคุม แต่ก็มีคนมาบอกเหมือนกันว่ามีการซื้อขายกันอยู่ โดยเฉพาะตามคลินิกเอกชน คนที่ติดยาเสพติดจะรู้ว่าเมื่อขาดยาเสพติดแล้วเขาจะหายาประเภทโซแลมซึ่งหาซื้อง่ายกว่าได้ที่ไหนบ้าง กฎหมายบ้านเราเปิดช่องสารพัดให้แก่คลินิกเอกชน”
ผศ.ดร.ภญ.นิยดาให้ข้อมูลต่อไปว่า นอกจากยาชนิดที่กล่าวมาแล้ว ยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่คนไทยนิยมใช้ไม่แพ้กันก็คือ “ยาแก้ไอ” ที่มีส่วนผสมของ “โคเดอีน” ซึ่งถูกวัยรุ่นนำมาผสมแอลกอฮอล์ภายใต้ชื่อที่รู้จักกันดีในแวดวงผู้ติดว่า “สี่คูณร้อย”
แต่ที่น่าห่วงไม่แพ้กันก็คือ พฤติกรรมการใช้ยาแบบพร่ำเพรื่อฟุ่มเฟือย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการบันทึกข้อมูลสถิติตัวเลขการใช้ยาแบบชัดเจน แต่เท่าที่เก็บข้อมูลแบบคร่าวๆ พบข้อมูลในเชิงปริมาณว่าในประเทศไทย คนไทยนิยมซื้อยามาก ไม่ว่าจะเป็นพาราเซตามอลที่ออกฤทธิ์แก้ปวด ลดไข้ รวมไปถึงยาปฏิชีวนะ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างยิ่ง
“คนไทยเรามีนิสัยกินยาแบบฟุ่มเฟือย และมองว่ายาเป็นของดี มีประโยชน์ ซึ่งจริงๆ มันก็มีประโยชน์ในกรณีที่ป่วย แต่ส่วนใหญ่จะไม่มองข้อเสีย ไม่มองโทษว่ามันมีผลข้างเคียงอย่างไร เพราะอย่างน้อยที่สุด แม้แต่ยาแก้ปวดที่ใช้กับสามัญประจำบ้านอย่างพาราฯ ก็ยังมีผลเสียต่อตับและไตหากกินไปนานๆ
ยิ่งยาปฏิชีวะก็เป็นอีกตัวที่คนไทยใช้ฟุ่มเฟือย แค่รู้สึกเจ็บคอนิดหน่อย หรือปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อเล็กน้อยก็กินกันแล้ว แทนที่จะดูที่ต้นเหตุว่าแท้จริงแล้วอาการเจ็บคอนั้นมาจากเชื้อไวรัสหวัดจริงๆ หรือเกิดจากการพักผ่อนน้อย ซึ่งหากเกิดจากประการหลังไม่จำเป็นต้องกินยา แค่พักผ่อนมากๆ อาการก็จะหายได้เอง นอกจากนี้เมื่อกินพาราฯ เข้าไป มันจะเข้าไปกดอาการปวด ทำให้เราละเลยสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงนั้นอันตราย ก็จะทำให้เสียโอกาสการรักษาที่ทันท่วงทีไป”
ผศ.ดร.ภญ.นิยดาให้แนะนำสิ่งที่ดีที่สุดของการใช้ยาว่า การใช้ยาที่ปลอดภัยที่สุดคือ ใช้ต่อเมื่อจำเป็นจริงๆ โดยต้องหาสาเหตุการเจ็บป่วยไม่สบายที่เกิดขึ้นเสียก่อนว่าเกิดจากสาเหตุใดกันแน่ ไม่ใช่ว่าหากรู้สึกปวดก็กินพาราเซตามอล และหากป่วยจริงๆ และต้องกินยา สิ่งที่ต้องใส่ใจที่สุดเกี่ยวกับยา คือฉลากบ่งวิธีใช้ ต้องอ่านให้ละเอียด สรรพคุณ การออกฤทธิ์ ขนาด สัดส่วนในการใช้ ข้อปฏิบัติในการใช้ ข้อห้าม รวมถึงข้อควรระวังของยาตัวนั้นๆ
“ในส่วนของฉลาก คนไทยใช้ยาตามความเคยชิน อย่างพาราฯ ปกติกินสองเม็ด ซึ่งเท่ากับพันมิลลิกรัม ถ้าบางคนน้ำหนักน้อยก็ถือว่าพันมิลลิกรัมนี้มากไป ต้องอ่านฉลากให้ละเอียดว่ามันออกฤทธิ์อย่างไร สรรพคุณอะไร แก้อะไรดูให้ชัดเจน ต้องกินขนาดไหนจึงจะพอดี รวมถึงข้อห้าม ข้อควรระวัง ข้อเสีย อย่างพาราฯ วันหนึ่งไม่ควรกินเกินแปดเม็ด ข้อควรระวังของยาชนิดนั้นๆ เป็นเรื่องที่สำคัญและต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และมันจะทำให้เรารู้ด้วยว่า ยานั้นๆ มันมีข้อเสียด้วย ไม่ได้มีข้อดีอย่างเดียว ซึ่งจะทำให้เกิดความระมัดระวังมากขึ้น ”
ผศ.ดร.ภญ.นิยดายังแสดงความเป็นห่วงถึงสถานการณ์การใช้ยาของคนไทยในขณะนี้ว่า ก่อนหน้านี้คนไทยนิยมยาแก้ปวดพาราเซตามอล แต่ตอนนี้ความนิยมเปลี่ยนไปสู่ยาประเภทไดโคฟิแนค หรือบูเฟ่น ที่ออกฤทธิ์ต้านอักเสบ แก้ปวดบวม อักเสบ แก้ปวดข้อ ซึ่งมีผลข้างเคียงมาก มีโอกาสตีกับยาชนิดอื่นๆ สูง และส่งผลให้เลือดไม่แข็งตัว ซึ่งลักษณะนี้เหมือนกับแอสไพริน หากใช้ในผู้ป่วยโรคเลือดเช่นไข้เลือดออก จะมีผลข้างเคียงที่อันตรายได้
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีปัญหาในประเด็นของการยกเลิกยาที่ควรเลิกใช้ มียาหลายตัวที่ต่างประเทศประกาศยกเลิกใช้แล้ว แต่ประเทศไทยยังคงใช้อยู่ เช่น ยาไดเซนโต้ที่เป็นยาแก้ท้องเสียหลายประเทศก็เลิกใช้แล้ว แต่บ้านเราใช้อยู่ ในขณะที่การจดทะเบียนยาใหม่ๆ ก็ทำกันได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ก็คือยาแก้ปวดประเภทพาราเซตามอลที่มีตั้ง 200 ยี่ห้อ
สำหรับผู้ที่ใช้ยาพร่ำเพรื่อจนติดนั้น ในกรณีผู้ที่ติดประเภทออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทอาจจะยุ่งยากสักหน่อย เพราะยาประเภทนี้จะเข้าไปเปลี่ยนเคมีในสมอง หากเลิกแบบหักดิบจะมีอาการที่เรียกว่าถอนยา เหมือนคนติดยาลงแดง จะมีอาการปวดไมเกรนรุนแรง นอนไม่หลับรุนแรง ท้องเสีย ปวดกระดูก ปวดเมื่อยเนื้อตัว
ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือพบแพทย์หรือหรือเภสัชกรเพื่อขอคำแนะนำ เช่นเดียวกับผู้ที่ติดยาสเตียรอยด์ก็เลิกเองปุบปับไม่ได้ เพราะอันตรายต่อร่างกาย ต้องพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเช่นกัน ส่วนผู้ที่ติดยาถูกกฎหมายที่ซื้อขายกันได้ตามปกติ จำพวกยาปวดหัว ยาคลายเครียดบางประเภท พวกนี้ผลข้างเคียงเมื่อเลิกจะไม่เท่าประเภทแรก แต่ก็มีเหมือนกันที่ปวดเมื่อย ปวดกระดูก รู้สึกไม่สบายตัว
ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.manager.co.th/
ผู้จัดทำ blog : ครูทองคำ วิรัน์