วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565

 ย้อนรอยการรัฐประหารไทย แต่ละครั้ง ประเทศชาติได้อะไร ?

 

การรัฐประหารไทย แต่ละครั้ง ประเทศได้อะไร ย้อนรอยดูกัน แต่ที่ชัดเจนเห็นได้ชัดว่าเป็นการพาประเทศเข้าสู่วงจรการเมืองที่เรียกว่า วงจรอุบาทว์ เพื่อผลประโยชน์ในกลุ่มตัวเองเท่านั้นแล้วก็จากไป ถ้าจะเรียกให้ถูกก็คือ พังไป คนก็ลืมอย่างรวดเร็ว ทำไม่ได้อย่างที่ประกาศไว้ตอนแรกทำรัฐประหารแม้แต่กลุ่มเดียว...แล้วครั้ง นี้ละถ้าไม่รัฐประหารเพื่อสร้างประชาธิปไตยแล้ว คิดว่าจะเป็นรัฐประหารปฎิกิริยาครั้งสุดท้าย เพราะประชาชนเขารู้เช่นเห็นชาติแล้วว่ารัฐประหารเพื่อสิ่งใด
วงจรอุบาทว์การเมืองไทย รัฐประหาร-เลือกตั้ง-รัฐประหาร-เลือกตั้ง-รัฐประหาร...จนกระทั้งครั้งสุดท้าย - รัฐประหาร-เลือกตั้ง-รัฐประหาร-ความวินาศของระบอบเผด็จการและบรรดาเผด็จการไทยและบริวารเพื่อให้บ้านเมืองเราเข้าสู่เส้นทางโคจรเพื่อความเจริญรุ่งเรื่องของชาติไทยไปชั่วนิรันดรตามคำขวัญ #ให้จบในรุ่นของเรา
ย้อนรอยรัฐประหารในประวัติศาสตร์ไทย : รวมปัจจุบันมีถึง 13 เหตุการณ์ด้วยกันโดยย่อ ดังต่อไปนี้:
1. รัฐประหาร 1 เมษายน พ.ศ. 2476 พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาปิดสภาผู้แทนราษฎร พร้อมงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา
เกิดจากการนำเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์ ฉบับที่เรียกว่า “สมุดปกเหลือง” ที่ถูกหลายฝ่ายมองว่าเป็นคล้ายกับเค้าโครงเศรษฐกิจของคอมมิวนิสต์ ก่อให้เกิดความเห็นขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในหมู่คณะราษฎรด้วยกันเองและบรรดาข้าราชการ จึงเกิดการ รัฐประหารเงียบ บีบบังคับให้นายปรีดีเดินทางออกนอกประเทศ พร้อมทั้งกวาดล้างจับกุมพวกที่คิดว่าเป็นคอมมิวนิสต์, พรรคคอมมิวนิสต์ ทั้งนี้มีบันทึกที่ไม่เป็นทางการว่า พระยามโนปกรณ์นิติธาดา และ พระยาทรงสุรเดช ร่วมมือกันในการขจัดบทบาททางการเมืองของคนสำคัญในคณะราษฏรเอง เช่น นายปรีดี พนมยงค์ และหลวงพิบูลสงคราม เป็นต้น
2. รัฐประหาร 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 นำโดยพลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ยึดอำนาจรัฐบาล พระยามโนปกรณ์นิติธาดา
เป็นรัฐประหารครั้งแรกในประเทศไทย รัฐประหารครั้งนี้มีขึ้นหลังพระยามโนปกรณ์นิติธาดาประกาศพระราชกฤษฎีกาปิดสภาฯ และงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา หลังจากมีความขัดแย้ง“สมุดปกเหลือง” จนกระทั่งเกิดวิกฤตเมื่อ “4 ทหารเสือ” พระยาพหลพลพยุหเสนา, พระยาทรงสุรเดช, พระยาฤทธิอัคเนย์ และพระประศาสน์พิทยายุทธ ลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ปีเดียวกัน โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อพักผ่อนหลังจากตรากตรำทำงานราชการจนสุขภาพเสื่อมโทรม
จากนั้น ในเวลาหัวค่ำของคืนวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 คณะทหารบก, ทหารเรือ และพลเรือน นำโดยพระยาพหลพลพยุหเสนา, หลวงพิบูลสงคราม และหลวงศุภชลาศัย ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดา
3. รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 นำโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ยึดอำนาจรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
สาเหตุของการรัฐประหารก็คือ รัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ซึ่งสืบอำนาจต่อจากรัฐบาล นายปรีดี พนมยงค์ ไม่สามารถจัดการกับปัญหาความขัดแย้งกันในชาติได้ อันมีสาเหตุหลักจากเหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่ 8 ประกอบกับมีการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการ
4. รัฐประหาร 6 เมษายน พ.ศ. 2491 คณะนายทหารกลุ่มที่ทำการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 จี้บังคับให้ นายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมอบตำแหน่งต่อให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม
เป็นการทำรัฐประหารโดยบุคคลกลุ่มเดียวกันกับที่ทำรัฐประหารรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุน จอมพล ป. อดีตนายกรัฐมนตรี โดยที่ภายหลังจากกลุ่มนายทหารนำโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ (ยศขณะนั้น) ได้ทำการรัฐประหารรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 แล้วได้แต่งตั้งให้ นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร รักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อจัดการเลือกตั้งทั่วไปสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)
ต่อมาในการเลือกตั้งวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2491 พรรคประชาธิปัตย์ สามารถชนะการเลือกตั้งได้รับเสียงสูงสุดในสภาฯ นายควง อภัยวงศ์ ในฐานะ หัวหน้าพรรคได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสืบต่อ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่บ่งชี้ว่า ผู้มีอำนาจที่แท้จริงก็คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ทำให้เกิดการขัดแย้ง ..
5. รัฐประหาร 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 นำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยึดอำนาจรัฐบาลตนเอง
เป็นการรัฐประหารอีกครั้งที่เกิดในประเทศไทย แต่เป็นรัฐประหารครั้งแรกที่เรียกได้ว่า เป็นการ รัฐประหารตัวเอง (ยึดอำนาจตัวเอง) เหตุเนื่องจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี อ้างว่าไม่ได้รับความสะดวกในการบริหารราชการแผ่นดิน เหตุสืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2492 อันเป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ขณะนั้น ไม่เอื้อให้เกิดอำนาจ คือให้ผู้ที่เป็น สมาชิกวุฒิสภาจะเป็นข้าราชการประจำไม่ได้ การยึดอำนาจกระทำโดยไม่ใช้การเคลื่อนกำลังใด ๆ
ซึ่งการรัฐประหารครั้งนี้ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นการกระทำที่ประหลาดที่สุดในโลก และเป็นเหตุให้พรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ประกาศคว่ำบาตรรัฐบาลทุกประการ
6. รัฐประหาร 16 กันยายน พ.ศ. 2500 นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม
ป็นการรัฐประหารที่ถือได้ว่าพลิกโฉมหน้าการเมืองไทยไปอีกรูปแบบหนึ่งเช่นเดียวกับการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2490 สืบเนื่องจากความแตกแยกกันระหว่างกลุ่มทหาร ที่นำโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบก กับ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ ที่ค้ำอำนาจของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม
มีการเลือกตั้งที่นับได้ว่ามีการโกงกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประชาชนร่วมกันเดินขบวนประท้วงการเลือกตั้ง จอมพล ป. นายกรัฐมนตรี สั่งประกาศภาวะฉุกเฉิน และแต่งตั้งให้ จอมพลสฤษดิ์ เป็นผู้ปราบปรามการชุมนุม แต่เมื่อฝูงชนเดินทางมาถึงสะพานมัฆวานรังสรรค์แล้ว จอมพลสฤษดิ์กลับเป็นผู้นำเดินขบวน พาฝูงชนข้ามสะพานมัฆวานรังสรรค์
7. รัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจรัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร (ตามที่ตกลงกันไว้)
เกิดขึ้นหลังจากที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ทำการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2500 ล้มอำนาจเดิมของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม แล้วได้มอบหมายให้ นายพจน์ สารสิน เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดการเลือกตั้ง มีการเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2500 วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2501พลโทถนอม กิตติขจร จึงขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อมา
แต่ว่าการเมืองในรัฐสภาไม่สงบ เนื่องจากบรรดา ส.ส. เรียกร้องเอาผลประโยชน์และมีการขู่ว่าหากไม่ได้ตามที่ร้องขอจะถอนตัวจากการสนับสนุนรัฐบาล เป็นต้น พล.ท.ถนอม กิตติขจรก็ไม่อาจควบคุมสถานการณ์ได้ พล.ท.ถนอม กิตติขจร จึงประกาศลาออกในเวลาเที่ยงของวันเดียวกัน แต่ทว่ายังไม่ได้ประกาศให้แก่ประชาชนทราบโดยทั่วกัน จากนั้นจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ประกาศยึดอำนาจอีกครั้ง โดยอ้างถึงเหตุความมั่นคงของประเทศ ซึ่งมีลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังคุกคาม โดยมีคำสั่งคณะปฏิวัติให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 ที่ใช้อยู่ขณะนั้น ยุบสภา ยกเลิกสถาบันทางการเมือง
8. รัฐประหาร 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 นำโดย จอมพลถนอม กิตติขจร ยึดอำนาจรัฐบาลตนเอง
เป็นการรัฐประหารอีกครั้งในประเทศไทย ที่เป็นการ ยึดอำนาจตัวเอง สาเหตุสืบเนื่องจากการที่สมาชิกพรรคสหประชาไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2512 นำโดย นายญวง เอี่ยมศิลา ส.ส.จังหวัดอุดรธานี ได้เรียกร้องผลประโยชน์ตอบแทนต่าง ๆ ตามที่จอมพลถนอมได้เคยสัญญาไว้ในช่วงเลือกตั้ง เมื่อไม่ได้รับการตอบแทนดังที่สัญญาไว้ ส.ส.เหล่านี้ได้ต่างพากันเรียกร้องต่าง ๆ นานา บ้างก็ขู่ว่าจะลาออก เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้เป็นเหตุให้ จอมพลถนอม หัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรีซึ่งได้รับฉายาสมัยนั้นว่า “นายกฯคนซื่อ” ไม่อาจควบคุมสถานการณ์ในสภาฯ ได้ จึงทำการยึดอำนาจตนเองขึ้น โดยไม่มีชื่อเรียกคณะรัฐประหารในครั้งนี้โดยเฉพาะเหมือนการรัฐประหารที่เคยมีมาในอดีต แต่เรียกตัวเองเพียงแค่ว่า คณะปฏิวัติ
9. รัฐประหาร 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ยึดอำนาจรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
เนื่องจากเหตุการณ์การสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ที่เกิดขึ้นมาตลอดช่วงวันนั้นที่เรียกว่า เหตุการณ์ 6 ตุลา รัฐบาลพลเรือนโดย หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่อาจควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยได้ คณะนายทหาร 3 เหล่าทัพและอธิบดีกรมตำรวจ นำโดย พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จึงจำเป็นต้องยึดอำนาจการปกครองไว้ โดยใช้ชื่อว่า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน
10.รัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ยึดอำนาจรัฐบาล นายธานินทร์ กรัยวิเชียร
เหตุเนื่องจากการที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินที่นำโดย พล.ร.อ.สงัด ได้ทำการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2519 เนื่องจากในเหตุการณ์ 6 ตุลา และแต่งตั้ง นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยรัฐบาลนายธานินทร์มีภารกิจสำคัญที่จะต้องกระทำคือ การปฏิรูปการเมืองภายในระยะเวลา 12 ปี ซึ่งทางคณะปฏิรูปฯเห็นว่าล่าช้าเกินไป ประกอบกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในประเทศยังไม่สงบดีด้วย ดังนั้นจึงกระทำการรัฐประหารซ้ำอีกครั้ง ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นการ รัฐประหารตัวเอง เพื่อกระชับอำนาจก็ว่าได้
11. รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ
บางครั้งเรียกว่า เหตุการณ์ รสช. โดย คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช.(National Peace Keeping Council – NPKC) ยึดอำนาจจากรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ โดยมีเหตุผลหลายประการ เช่น พฤติการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวง, ข้าราชการการเมือง ใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงราชการประจำผู้ซื่อสัตย์สุจริต, รัฐบาลเป็นเผด็จการทางรัฐสภา
12. รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
นำโดย คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีพลเอก สนธิ บุญยรัตกลินเป็นหัวหน้าคณะ โดยโค่นล้มรักษาการนายกรัฐมนตรีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งนับเป็นการก่อรัฐประหารเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี รัฐประหารครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนต่อมา หลังจากที่การเลือกตั้งเดือนเมษายนถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ดำเนินมายาวนานนับตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2548 คณะรัฐประหารได้ยกเลิกการเลือกตั้งในเดือนตุลาคม ยกเลิกรัฐธรรมนูญ สั่งยุบสภา สั่งห้ามการประท้วงและกิจกรรมทางการเมือง ยับยั้งและเซ็นเซอร์สื่อ ประกาศใช้กฎอัยการศึก และจับกุมสมาชิกคณะรัฐมนตรีหลายคน
13. รัฐประหาร 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 นำโดย พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา เป็นการประกาศรัฐประหารเพื่อให้รัฐมนตรีรักษาการทั้งหมดหมดอำนาจ และเปลี่ยนผ่านสู่การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
เป็นเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศไทยที่มีผลทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เวลา 16.30 น. โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. (National Peace and Order Maintaining Council) ที่นำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะ นับเป็นการรัฐประหารครั้งที่ 13 ในประวัติศาสตร์ไทย
สองวันก่อนหน้านั้น พลเอก ประยุทธ์ ในนามของกองทัพบก ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก ตั้งแต่เวลา 03:00 นาฬิกา ด้วยการอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ต่อมากองทัพบกได้ออกประกาศยุติการดำเนินการของศูนย์อำนายการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) และจัดตั้ง กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) ขึ้นแทนโดยมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ผอ.รส.) และออกประกาศคำสั่ง และขอความร่วมมือในหลายเรื่องอย่างต่อเนื่องในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เช่น ขอให้ระงับการแพร่ภาพออกอากาศโทรทัศน์ดาวเทียมและวิทยุชุมชนที่ไม่ได้รับใบอนุญาต ขอความร่วมมือในการเผยแพร่เนื้อหาทางอินเทอร์เน็ต และเชิญประชุมข้าราชการระดับสูง ผู้นำกลุ่มการเมือง ตัวแทนพรรคการเมืองต่าง ๆ เป็นต้น
หมายเหตุ :
ทั้งนี้ บางตำราระบุว่า การปิดสภาผู้แทนราษฎร และงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2476 เป็นรัฐประหารครั้งแรกของไทย และมิได้แยกเหตุการณ์วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2491 เป็นรัฐประหารอีกครั้ง
(ข้อมูลบางส่วนจากแฟ้มเอกสารของท่านอาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร)
เครดิตภาพ : kapook.com
edit : thongkrm_virut@yahoo.com

 90 ปีแห่งการปกครองระบอบเผด็จการในประเทศไทย

 


24 มิถุนายน 2475 เป็นวันที่คณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงการปกครอง และ

คณะราษฎร์ เปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ได้กระทำการ 2 เรื่อง คือ

1. เปลี่ยนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย

2. เปลี่ยนระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการรัฐสภา

อย่างแรกเป็นคุณความดีที่คนไทยจะต้องระลึกถึง อย่างหลังเป็นความเลวร้ายที่คนไทยสาปแช่งจนถึงปัจจุบัน

เมื่อพูดถึงคณะราษฎร์ เรามักจะพูดถึงแต่การเปลี่ยนแปลงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อคณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการเรามักไม่พูดถึง

มีแต่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 7 พระองค์เดียวทรงอธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน

เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราษย์เป็นระบอบประชาธิปไตยนั้น รัชกาลที่ 7 ทรงสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพราะพระองค์ทรงมีพระราชดำริมาก่อนแล้วที่จะทำการเปลี่ยนแปลงเช่นนั้น

ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎร์ได้ยกเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และสถาปนาการปกครองระบอบประชาธิปไตยขึ้นแทน นำเอาระบบรัฐสภามาใช้ และประกาศฯนโยบายหลักเรียกว่าหลัก 6 ประการ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของประเทศชาติและประชาชน และสามวันต่อมาก็ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตราแรกว่า อำนาจสูงสุดของประเทศนั้น เป็นของราษฎรทั้งหลาย เหล่านี้ทำให้คณะราษฎร์และองค์กรแห่งอำนาจอธิปไตยเหล่านั้น มีฐานะเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย นั่นคือการเปลี่ยนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย

ทั้งหมดนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ด้วยความสนับสนุนช่วยเหลือของรัชกาลที่ 7 ซึ่งทรงรับเป็นพระมหากษัตริย์ตามคำขอร้องของคณะราษฎร์

หลังจากสถาปนาระบอบประชาธิปไตยขึ้นแล้ว คณะราษฎร์ก็เริ่มเขวออกนอกทาง เริ่มแสดงความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง ละทิ้งนโยบายประชาธิปไตยในทางปฏิบัติ ซึ่งทำให้คณะราษฎร์หมดฐานะของความเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย และในที่สุดยกเลิกหลักประชาธิปไตยที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเปลี่ยนความว่าอำนาจสูงสุดของประเทศ (อำนาจอธิปไตย ) เป็นของ ปวงชน มาเป็นอำนาจอธิปไตย มาจาก ปวงชน เพื่อหลอกลวงประชาชนว่า เมื่อมีการเลือกตั้งก็เป็นประชาธิปไตย

กระบวนการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการนี้คณะราษฎร์เริ่มกระทำตั้งแต่ปฏิวัติประชาธิปไตยเสร็จใหม่ ๆ และแสดงออกมาอย่างเป็นทางการโดยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับวันที่ 10 ธันวาคม 2475 ซึ่งได้ยกเลิกหลักการปกครองอันเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย โดยเปลี่ยนคำว่าอำนาจอธิปไตย เป็นของ ปวงชน เป็นอำนาจอธิปไตย มาจาก ปวงชน

ฉะนั้นวันที่ 10 ธันวาคม 2475 จึงเป็นวันเปลี่ยนระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการ ตรงกันข้ามกับวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งเป็นวันเปลี่ยนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย

การที่คณะราษฎร์เปลี่ยนระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการนี้ รัชกาลที่ 7 ทรงคัดค้านอย่างรุนแรง ดังตัวอย่างพระราชบันทึกบางตอนซึ่งทรงเสนอต่อรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ พ.ศ. 2477 ดังนี้

ข้าพเจ้าของชี้แจงเสียโดยชัดเจนว่า เมื่อพระยาพหลฯ และคณะผู้ก่อการฯ ขอร้องให้ข้าพเจ้าคงอยู่ครองราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญนั้น ข้าพเจ้ายินดีรับรอง ก็เพราะเข้าใจและเชื่อมั่นว่า คณะผู้ก่อการ ต้องการจะสถาปนาการปกครองแบบ ประชาธิปไตย หรือ Democratic Government ตามแบบอย่างของประเทศอังกฤษ และประเทศอื่น ซึ่งมีพระมหากษัตริย์ปกครองภายใต้อำนาจอันจำกัดโดยรัฐธรรมนูญ ข้าพเจ้าก็ได้คิดการที่จะบรรดาลให้เปลี่ยนแปลงนั้น เป็นไปโดยราบรื่นที่สุดที่จะเป็นไปได้ และได้กล่าวถึงความประสงค์นั้นโดยเปิดเผยหลายครั้งหลายหน โดยเหตุนี้ เมื่อคณะผู้ก่อการฯ ขอร้องให้ข้าพเจ้าเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ข้าพเจ้าจึงรับรองทันที โดยไม่มีเหตุขัดข้องอยางใดเลย ครั้นต่อมาในระหว่างที่กำลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรอยู่ ข้าพเจ้าก็ได้พยายามตักเตือนและโต้เถียงกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอยู่ตลอดเวลา ว่าควรถือหลัก Democracy อันแท้จริงจึงจะถูก ถ้ามิฉะนั้นจะทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นแก่ประชาชน ซึ่งส่วนมากต้องการให้มีการปกครองแบบ Democracy อันแท้...ต่อมาข้าพเจ้าได้ยินคำติเตียนหลักการอันนั้นในรัฐธรรมนูญ (สมาชิกประเภทที่สองเท่ากับประเภทที่หนึ่ง ผู้เขียน) และหลักการอันนี้เป็นเหตุให้มีคนไม่พอใจในคณะรัฐบาลเป็นอันมากจนมีการริเริ่มจะล้มรัฐบาลเสียด้วยพละการ เพื่อแก้ไขหลักการข้อนี้ตั้งแต่ก่อนกระทำพิธีการพระราชทานรัฐธรรมนูญ...(เวลานี้ ส.ว. มีจำนวนถึงสามในสี่ของ ส.ส. หนักกว่าสมัยโน้นเสียอีก ผู้เขียน)...การปกครองที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้เป็นลัทธิเผด็จการทางอ้อม ๆ ไม่ใช่ Democracy จริง ๆ เลย...เป็นการผิดหลักผิดทางของลัทธิ Democracy โดยแท้...ข้าพเจ้าได้พูดไว้นานแล้วว่าข้าพเจ้าจะยอมสละอำนาจของข้าพเจ้าให้แก่ราษฎรทั้งปวง แต่ไม่สมัครที่จะสละอำนาจให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือคณะใดคณะหนึ่ง เว้นแต่จะรู้ว่าเป็นความประสงค์ของประชาชนอันแท้จริงเช่นนั้น ” (จากพระราชบันทึกของรัชกาลที่ 7 เพื่อ พ.ศ. 2477 )

และเมื่อไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคณะราษฎร์ได้ รัชกาลที่ 7 ก็ทรงสละราชสมบัติ ซึ่งทรงประกาศไว้ตอนหนึ่งว่า ข้าพเจ้าไม่สามารถจะยินยอมให้บุคคลหรือคณะใด ดำเนินการปกครองวิธีนี้ ในนามของข้าพเจ้า

สมเด็จพระปกเกล้าทรงสนับสนุนช่วยเหลือคณะราษฎร์ เมื่อคณะราษฎร์ยกเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และสถาปนาการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อคณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการและพระองค์ไม่สามารถจะทัดทาน จึงทรงสละราชสมบัติ

คณะราษฎร์เปลี่ยนระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 และเปลี่ยนเป็นระบอบเผด็จการสมบูรณ์แบบเมื่อ พลตรี หลวงพิบูลสงคราม ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อ พ.ศ. 2481 โดยใช้รูปของเผด็จการรัฐสภา ครั้นถึง พ.ศ. 2490 ก็เปลี่ยนเป็นระบอบเผด็จการรัฐประหาร และตั้งแต่นั้นมาระบอบเผด็จการของประเทศไทยก็สลับกันระหว่างระบอบเผด็จการรัฐประหารกับระบอบเผด็จการรัฐสภามาจนถึงปัจจุบัน ไม่เคยกลับไปเป็นระบอบประชาธิปไตยอีกเลย กล่าวจากแง่นี้ปัจจุบันนี้ ตัวแทนประชาชนไม่มีเลยมีแต่แต่งตั้ลล้วนๆ หนักกว่าสมัยรัชกาลที่ 7 ทรงคัดค้านถึงกับต้องสละราชสมบัติ ซึ่งมีจำนวนสมาชิกประเภทที่สองเท่ากับประเภทที่หนึ่งเท่านั้น

แต่เมื่อคณะราษฎร์เปลี่ยนระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการแล้วก็ยิ่งโหมการโฆษณาว่าเป็นระบอบประชาธิปไตย จนถึงกับมีการสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และสถานีวิทยุท่องรัฐธรรมนูญทุกวันนั้น แบบเดียวกับการปฏิวัติประชาธิปไตยของจีน ซึ่งหลังจากพรรคก๊กมินตั๋งซึ่งนำโดย ดร.ยัดเซ็นทำเสร็จแล้วไม่นาน นายพลยวนชีไขและจอมพลเจียงไคเช็ค ในนามของพรรคก๊กมินตั๋งก็เปลี่ยนระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการเสียโดยการโฆษณาเป็นการใหญ่ว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยตามหลักคำสอนของซุนยัดเซ็นและไม่เคยกลับไปเป็นระบอบประชาธิปไตยอีกเลย จนกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนโค่นระบอบเผด็จการนั้นลงเสียเมื่อ พ.ศ. 2492

ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2475 เมืองไทยมีระบอบประชาธิปไตยอยู่เพียงช่วงสั้นๆ จากนั้นจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 90 ปีแล้วเป็นระบอบเผด็จการมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน

 

(ข้อมูลจากแฟ้มเอกสารของท่านอาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร)

edit:thongkrm_virut@yahoo.com

วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2564

  หอสมุดบังเอิญพบ “หนังสืออาบยาพิษ” (3 เล่ม) อายุกว่า 400 ปี แต่พิษที่เคลือบนั้นไม่จางลงเลย

เมื่อปี 2018 นักวิจัยบังเอิญพบหนังสือโบราณ ที่ถูกเขียนขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16-17 จำนวน 3 เล่ม ณ หอสมุดของมหาวิทยาลัยเซาท์เทิร์นเดนมาร์ค ระหว่างที่กำลังศึกษาหนังสือประวัติศาสตร์จากยุคกลาง พบว่าปกของหนังสือทั้ง 3 เล่ม ถูกเคลือบด้วยสารพิษที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ด้วยเหตุนี้มันจึงถูกยกให้เป็นคอลเลคชั่นหนังสือที่อันตรายที่สุดในโลก


โดยจุดเริ่มต้นของการค้นพบหนังสือชุดนี้ เกิดจากนักวิจัยทราบว่าห้องสมุดแห่งนี้ เก็บรวบรวมหนังสือจากยุคกลางที่ใช้กระดาษรีไซเคิลมาทำปกหนังสือเป็นจำนวนมาก ซึ่งกระดาษรีไซเคิลเหล่านั้นล้วนแต่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น เช่น สำเนากฎหมายของโรมัน เป็นต้น 

จนกระทั่ง พวกเขาพบกับหนังสือที่ปกถูกเคลือบด้วยสารสีเขียวบางอย่างจนมองไม่เห็นข้อความบนปก ด้วยความสงสัย จึงนำไปตรวจสอบด้วยการเอ็กซ์เรย์แบบ Micro-XRF เป็นเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมี ซึ่งมันจะช่วยให้หมึกที่อยู่ใต้สารสีเขียวเด่นชัดขึ้นจนสามารถอ่านได้


แต่ทว่านักวิจัยกลับพบสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่า ก็คือสารสีเขียวที่เคลือบอยู่นั้นคือ สารหนู (Arsenic) หนึ่งในสารพิษที่อันตรายที่สุดในโลก ที่หากสัมผัสหรือสูดดม อาจทำให้เกิดมะเร็งหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่สารพิษชนิดนี้ก็ไม่ได้เสื่อมฤทธิ์ไปตามกาลเวลาแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม โชคดีที่หนังสือทั้งสามเล่มนี้ ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อวางยาหรือรอบสังหาร แต่ใช้เพื่อป้องกันแมลงมากินกระดาษ ทำให้สารที่ถูกเคลือบนั้นไม่เข้มข้นมากพอจะทำให้มนุษย์เสียชีวิตได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็นับว่ายังเป็นหนังสือที่อันตรายอยู่ดี ซึ่งปัจจุบัน ห้องสมุดได้เก็บหนังสือทั้งหมดไว้ในกล่องที่ปิดมิดชิดพร้อมป้ายเตือน และสำหรับเนื้อหาของปกหนังสือหลังจากผ่านการสแกนแล้ว พบว่ามันถูกเขียนด้วยภาษาละตินและยังไม่ได้รับการถอดความ แต่คาดว่าในอนาคต ทางห้องสมุดจะทำการเปิดเผยเนื้อหาในรูปแบบดิจิตอลครับ


เพิ่มเติม – ในอดีตช่วงศตวรรษที่ 19 บริษัท Paris Green ผู้ผลิตสีรายใหญ่ในฝรั่งเศส ใช้สารหนูมาทำสีเขียวขาย เนื่องจากมันมีสีสันสดใสทนทาน ไม่จืดจางตามกาลเวลา โดยถูกนำใช้ในงานศิลปะ และสิ่งทอจำนวนมาก นั่นจึงเป็น 1 ในสาเหตุที่ว่าทำไมผลงานศิลปะหลาย ๆ ชิ้นที่แม้จะเก่าแก่แต่สีก็ยังคงสดแจ่ม นั้นหมายความว่า ผลงานศิลปะหลาย ๆ ชิ้นที่ถูกสร้างขึ้นในยุคนั้นล้วนแต่มีพิษทั้งสิ้น

Fact – ในปี ค.ศ.1980 มีนวนิยายเรื่อง The Name of the Rose ของ อุมแบร์โต เอโก นักเขียนชื่อดังชาวอิตาลี ที่เนื้อหาว่าเรื่องด้วยของการวางแผนฆาตกรรมในโบสถ์ ด้วยการเคลือบสารหนูบนปกหนังสือ ซึ่งใครก็ตามที่มาสัมผัสหรือเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ สารพิษจะติดไปกับนิ้วมือ และเมื่อใดก็ตามที่เผลอใช้มือหยิบจับอาหาร เช็ดจมูก สารพิษจะเข้าสู่ร่างกายและคน ๆ นั้นจะตายทันที

เครดิต : © Newspaper WordPress Theme by TagDiv


ค้นพบถ้ำ-ที่เป็นแหล่งกบดานสุดท้ายของ “มนุษย์นีเอนเดอร์ทัล” 
(ถูกปิดตายมานานกว่า 40,000 ปี)


นับตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา นักโบราณคดีจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติยิบรอลตาร์ได้ทำการสำรวจ “ถ้ำแวนการ์ด” (Vanguard Cave) ซึ่งเป็นถ้ำ 1 ใน 4 ของกลุ่มถ้ำที่ประกอบกันเป็นโขดหินยิบรอลตาร์ (Rock of Gibraltar) เพื่อกำหนดขนาดที่แท้จริงของถ้ำและสำรวจห้องหับที่ยังคงอาจลงเหลืออยู่ภายในถ้ำ ทว่าล่าสุด พวกเขาก็ได้เจอห้องที่ถูกปิดตายมานานกว่า 40,000 ปี ซึ่งภายในมีหลักฐานของมนุษย์ “นีแอนเดอร์ทัล” อยู่ด้วย

ถ้ำแวนการ์ด

“มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล” (Neanderthals) เป็นญาติสนิทของมนุษย์ยุคปัจจุบัน แต่สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว โดยในครั้งนี้นักโบราณคดีได้ค้นพบห้องที่ถูกปิดผนึกด้วยทรายและตะกอน และมีแนวโน้มว่ามนุษย์ยุคนีแอนเดอร์ทัลจะใช้ห้องดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยในช่วงที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ในทวีปยูเรเซีย หรือเมื่อ 200,000 ถึง 40,000 ปีก่อน

โดยห้องที่ค้นพบนั้น อยู่ตรงบริเวณหลังคาของถ้ำแวนการ์ด มีประตูเป็นโพรงที่ต้องคลานเข้าไปเท่านั้น ก่อนจะพบห้องขนาดยาว 13 เมตร สูง 1.8 เมตร ภายในเต็มไปด้วยหินงอก-หินย้อยจำนวนมาก ขึ้นอยู่บริเวณพื้นห้องและเพดานห้อง รวมทั้งซากของสัตว์หลายชนิด อาทิ แมวป่าลิงซ์, ไฮยีนา และแร้งกริฟฟอน นอกจากนี้ยังมีรอยขีดข่วนของกรงเล็บจากสัตว์ชนิดหนึ่งบนกำแพงห้อง อีกทั้งร่องรอยของการเกิดแผ่นดินไหวโบราณในห้องนี้ด้วย

ภาพจำลองของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล

แต่สิ่งที่ดูจะทำให้นักโบราณคดีตื่นเต้นที่สุดคือ การค้นพบหอยทากทะเลในห้องดังกล่าว ทั้งที่จริงแล้วห้องนี้อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 20 เมตร แถมเมื่อ 40,000 ปีก่อน ระดับน้ำทะเลยังต่ำกว่าปัจจุบัน รวมถึงยังมีชิ้นส่วนกระดูกของแมวน้ำ วาฬ และโลมา ดังนั้น นักโบราณคดีจึงสันนิษฐานว่าการพบซากสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลอาจเป็นตัวบ่งชี้ว่า มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมีความสามารถในการล่าสัตว์จากท้องทะเลได้

 ทั้งนี้ ในตลอดระยะเวลา 9 ปีของการสำรวจ นักโบราณคดีเคยพบเศษซากและร่องรอยการอยู่อาศัยที่น่าสนใจของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลหลายอย่าง เช่น ฟันของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลที่น่าจะอายุประมาณ 4 ขวบ ซึ่งน่าจะถูกไฮซีนาจู่โจมและลากมากินข้างใน ตลอดจน อุปกรณ์ก่อไฟ เครื่องมือหิน เครื่องประดับ และชุดที่ทำจากซากสัตว์ รวมไปถึงร่องรอยการแกะสลักหินที่อาจเป็นงานศิลปะของมนุษย์ยุคแรก ๆ

(ภาพใหญ่) ภาพภายนอกของถ้ำที่รวมต่อกันเป็นโขดหินยิบรอลตาร์, (ภาพเล็กบน) รอยข่วนของสัตว์กินเนื้อที่ค้นพบในถ้ำ, (ภาพเล็กล่าง) รอยแกะสลักของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล

ไคลฟ์ ฟินเลย์สัน ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์แห่งชาติยิบรอลตาร์กล่าวว่า “การค้นพบในครั้งนี้และตลอด 9 ปีที่ผ่านมา กำลังเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่ผู้คนมีต่อมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลว่าเป็นพวกสมองทึบ ดุร้าย และคล้ายกับลิง เพราะสิ่งที่เราค้นพบนั้นสะท้อนว่าพวกเขามีความสามารถมากพอที่จะทำเกือบทุกสิ่งอย่างที่มนุษย์สมัยใหม่ทำได้ ซึ่งนั่นคือตัวบ่งชี้ว่าพวกเขามีความเป็นมนุษย์ในทุก ๆ ด้าน”

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการค้นพบเศษซากของสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ มากมาย แต่ยังไม่มีการค้นพบโครงกระดูกของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลในครั้งนี้ ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่า การสำรวจของพวกเขาเป็นมากกว่าการค้นหาโครงกระดูก แต่มันเป็นการค้นหาว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเป็นใคร อาศัยอยู่อย่างไร และสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ได้อย่างไร ซึ่งกว่าจะรู้คำตอบก็อาจจะต้องใช้เวลาในการขุดค้นยาวนานอีกกว่าหลายทศวรรษจึงจะแล้วเสร็จ

ขอขอบคุณข้อมูล : © Newspaper WordPress Theme by TagDiv


วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2564

 ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???


พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไปพระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์

ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร

พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์” ขึ้นในประเทศประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งคือแต่ละบุคคลแต่ละสกุลย่อมมีเรื่องราวอันควร “ปิดบัง” ไว้ทั้งสิ้น

หากย้อนกลับไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ยังมีเรื่องราวที่ควรปกปิดมากกว่าในสมัยรัตนโกสินทร์ ไม่เว้นแม้แต่พระนามของพระมหากษัตริย์ก็ถือเป็นเรื่องปกปิดเช่นกัน นิโกลาส์ แชรแวส กล่าวไว้ว่าการปกปิดพระนามของพระมหากษัตริย์ถือเป็นนโยบายทางการเมืองของราชอาณาจักรสยาม ที่จะออกพระนามพระเจ้าแผ่นดินให้เป็นที่รู้แก่ประชาชนพลเมืองได้ ก็ต่อเมื่อเสด็จสวรรคตแล้ว ดังนั้นนิโกลาส์ แชรแวส ผู้เขียนหนังสือประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม ตีพิมพ์ที่กรุงปารีสในปีพุทธศักราช ๒๒๓๑ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ต้องใช้ “เทคนิค” พอสมควรกว่าจะได้พระนามที่แท้จริงของสมเด็จพระนารายณ์มาได้ แชรแวสใช้เทคนิคดังนี้

“มีอยู่สองคนที่ข้าพเจ้ารู้จักดี และได้รับความไว้วางใจ เพราะข้าพเจ้าได้เคยช่วยเหลือเขามาหลายครั้งหลายหน ได้บอกให้ข้าพเจ้าทราบเป็นความลับว่า พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ปัจจุบัน ทรงพระนามว่าเจ้านารายณ์” (นิโกลาส์ แชรแวส. ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม. ก้าวหน้า, ๒๕๐๖, น. ๒๒๓.)

เซอร์จอห์น บาวริง

การเปิดเผยพระนาม รวมไปถึงอธิบายความหมายของพระนามพระมหากษัตริย์ เกิดขึ้นจริงๆ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ไม่เพียงแต่ทรงเปิดเผยพระนามเท่านั้น ยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่เปิดเผยประวัติความเป็นมาของราชตระกูลอีกด้วย โดยมีพระราชหัตถเลขาถึงเซอร์จอห์น เบาว์ริง ไว้อย่างค่อนข้างชัดเจนตรงไปตรงมา ทรงยอมรับที่จะไม่ใช่ “ไทยแท้” หากแต่เป็น “มอญ” ผสม “จีน” ในชั้นบรรพบุรุษต้นตระกูล

ความในพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ ทรงอ้างถึงต้นตระกูลชาวมอญหงสาวดี ได้ติดตามสมเด็จพระนเรศวรหรือที่ทรงเรียกว่าพระนเรศร (King Phra Naresr) มายังกรุงศรีอยุธยา

“ในตอนนี้คนในตระกูลที่รับราชการเป็นทหารของพระเจ้ากรุงหงสาวดีได้ติดตามมากับสมเด็จพระนเรศรด้วย แล้วตั้งหลักแหล่งอยู่ในอยุธยา” (เซอร์จอห์น เบาว์ริง. ราชอาณาจักรและราษฎรสยาม. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, ๒๕๔๗, น. ๘๗.)

ทรงบรรยายต่อว่า หลังจากนั้นเรื่องราวของตระกูลก็ขาดหายไปราวครึ่งศตวรรษหรือประมาณ ๘ รัชกาล จนกระทั่งมาปรากฏขึ้นอีกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งทรงเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Narayu

“หลังจากรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศร…เรื่องราวของตระกูลนี้ได้ขาดหายไปจากการรับรู้ของพวกเราจนกระทั่งถึงแผ่นดินสมเด็จพระนารายู” (เบาว์ริง, น. ๘๗)

ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์นี่เองที่ “ต้นตระกูล” ได้รับโอกาสรับราชการสำคัญของแผ่นดินคือ เจ้าพระยาโกษาเหล็ก และเจ้าพระยาโกษาปาน [ในพระราชหัตถเลขาใช้ปาล (Pal) แต่ในพระราชพงศาวดารใช้ปาน]

“กล่าวกันว่าบุพการีของพวกเราสืบสายเลือดต่อลงมาจากท่านผู้เป็นอภิชาตบุตรนี้เอง” (เบาว์ริง, น. ๘๘)

จากนั้นก็ทรงเล่าสืบสายตระกูลลงมาจนถึงสมเด็จพระบรมมหาชนก (คือพระราชบิดารัชกาลที่ ๑)

“ต้นตระกูลผู้เป็นบิดาของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์แรก และเป็นปู่ของพระราชบิดาในพระเจ้าแผ่นดินองค์ปัจจุบัน (ตัวข้าพเจ้า) กับพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อน (พระเชษฐาผู้ทรงล่วงไปแล้วของข้าพเจ้า) แห่งสยาม เป็นอภิชาตบุตรของตระกูลที่สืบเชื้อสายมาจากเสนาบดีต่างประเทศที่ได้กล่าวมาแล้ว ท่านได้ย้ายหลักแหล่งจากอยุธยามาเพื่อความสุขของชีวิต และตั้งบ้านเรือนที่ “สะกุตรัง” เป็นท่าเรือบนลำน้ำสายเล็ก อันเป็นสาขาของแม่น้ำใหญ่ ตรงรอยต่อของราชอาณาจักรสยามตอนเหนือกับตอนใต้” (เบาว์ริง, น. ๘๘)

รัชกาลที่ ๔ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่เปิดเผยประวัติความเป็นมาของราชตระกูล (พระบรมรูปประดิษฐานในตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศวิหาร)

สิ่งที่น่าสังเกตตรงนี้ก็คือ ทรงอ้างอิงต้นตระกูลที่เป็นแต่เพียง “เสนาบดีต่างประเทศ” ไม่ได้ทรงอ้างถึงบรรพบุรุษที่เป็นเชื้อพระวงศ์หรืออดีตพระมหากษัตริย์แห่งสยามประเทศ นอกจากนี้ก็ไม่ได้ทรงเอ่ยถึงโกษาปาน ในฐานะ “เชื้อเจ้า” ไว้ในที่ใดเลย

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกล่าวถึงเรื่องราวของตระกูลที่ขาดหายไปราวสองสามชั่วอายุคน จนกระทั่งมาถึงเรื่องของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ทองดี)

แต่ในเอกสารอื่นได้เชื่อมรอยต่อตระกูล “ทอง” ตรงนี้ไว้บ้างแล้ว คือบุตรคนใหญ่ของโกษาปานชื่อนายขุนทองหรือนายทอง ได้เป็นเจ้าพระยาวรวงศาธิราช บุตรนายทองคนใหญ่คือนายทองคำ รับราชการเป็นพระยาราชนกูล บุตรคนใหญ่ของนายทองคำคือนายทองดี คือสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกนาถ เป็นที่หลวงพินิจอักษรหรือพระอักษรสุนทรศาสตร์ บิดานายทองด้วง คือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

ในพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ไม่ได้กล่าวเน้นถึงเรื่องการเป็น “เจ้า” ของพระราชวงศ์ แต่ทรงเน้นย้ำถึงการเป็นตระกูลเสนาบดีและคหบดีที่เป็นชาวจีน โดยทรงกล่าวถึง “นายทองดี” ต้นราชสกุลที่ได้ลูกเศรษฐีจีนเป็นภรรยา

“ท่านได้ออกจาก “สะเกตรัง” ไปยังอยุธยา ที่ซึ่งได้รับคำแนะนำให้เข้ารับราชการและได้สมรสกับธิดารูปงามของครอบครัวคหบดีจีนที่ร่ำรวยที่สุดในย่านที่อยู่อาศัยของชาวจีน ภายในกำแพงเมืองตรงมุมด้านตะวันออกเฉียงใต้ของอยุธยา” (เบาว์ริง, น. ๘๘)

แม้แต่ในพระราชนิพนธ์ประถมวงศ์ ก็มิได้กล่าวยอกย้อนขึ้นไปถึงบรรพบุรุษรุ่นโกษาปาน ไม่ว่าเรื่องใดๆ รวมถึงเรื่องความเป็นเจ้า แต่ทรงกล่าวย้อนเพียงพระปฐมบรมมหาชนกเท่านั้นว่าเป็น “ตระกูลใหญ่” คือเป็นการอธิบายถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ว่าได้ประสูติในชาติตระกูลที่ยิ่งใหญ่และร่ำรวย

“ได้เสดจมายังมนุษยโลกย์นี้ อุบัติมีขึ้นในมหามาตย์คฤหบดีสกูลอันมั่งคั่งพร้อมมูลด้วยไอยสูริยสมบัติ ถ้าเปนมัทธยมประเทศก็ควรจะเปนสกูลมหาสาลได้ เพราะเปนสกูลใหญ่ที่มีนิเวศนสฐานตั้งอยู่นานในภายในกำแพงพระมหานครกรุงเทพทวารวดีศรีอยุทธยา” (วชิรญาณ เล่ม ๒ ฉบับ ๑๑ ปี ๑๒๕๗, น. ๔๗๑-๕๐๑ และเล่ม ๒ ฉบับ ๑๓ น. ๖๒๕-๖๓๕.)

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก “นายทองด้วง”

ทั้งในพระราชหัตถเลขาที่มีไปถึงเซอร์จอห์น เบาว์ริง ซึ่งเป็นลักษณะเปิดเผยต่อบุคคลภายนอก และพระราชนิพนธ์ประถมวงศ์ ที่มีวัตถุประสงค์จะเล่าถึงสาแหรกตระกูลสำหรับลูกหลานอ่านกันเป็นการภายใน ก็ปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงไม่มีพระราชประสงค์จะอ้างถึง “เชื้อเจ้า” ของบรรพบุรุษในที่ใดเลย แต่กลับเน้นย้ำถึงการเป็นตระกูลเสนาบดีที่มั่งคั่งร่ำรวย

แต่เอกสารชั้นหลังพบได้หลายต่อหลายชิ้น ที่พยายามสืบเสาะค้นหาและ “ผูก” พระราชวงศ์จักรีเข้ากับพระราชวงศ์สุโขทัยในสมัยอยุธยาหรือวงศ์พระมหาธรรมราชา โดยเฉพาะที่สมเด็จพระนเรศวร

บุคคลที่เป็นสายโซ่สำคัญเชื่อมต่อสองสาแหรกนี้เข้าด้วยกันคือ “เจ้าแม่วัดดุสิต”

ปัญหาสำคัญก็คือ “เจ้าแม่วัดดุสิต” ท่านนี้เป็นเชื้อพระวงศ์หรือไม่? และเหตุใดพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชพงศาวดารไทย และเอกสารต่างประเทศ จึงไม่มีฉบับใดอ้างถึงความเป็น “เจ้า” ของท่านผู้นี้

ด้วยเหตุที่เจ้าแม่วัดดุสิตเป็นสายสกุลที่สืบได้สูงสุดของพระราชวงศ์จักรี สามารถอ้างอิงได้และเชื่อได้ว่ามีตัวตนจริง โดยมีหลักฐานสำคัญที่แน่ชัดว่าท่านผู้นี้เป็นมารดาของโกษาปาน มีปรากฏอยู่ในเอกสารต่างประเทศและพระราชพงศาวดารไทยหลายฉบับ

ลาลูแบร์ได้พูดถึงเจ้าแม่วัดดุสิตว่าเป็นมารดาของราชทูตโกษาปานไว้ดังนี้

“มารดาของท่านเอกอัครราชทูต ที่เราได้เห็นตัวกันที่นี้ (ในประเทศฝรั่งเศส) เป็นพระนมเหมือนกัน” (จดหมายเหตุลาลูแบร์ ฉบับสมบูรณ์ เล่ม ๑. ก้าวหน้า, ๒๕๑๐, น. ๓๙๘.)

เหตุที่ลาลูแบร์เรียกเจ้าแม่วัดดุสิตมารดาของโกษาปานว่าเป็น “พระนม” ก็เพราะท่านผู้นี้ได้เป็นพระนมสมเด็จพระนารายณ์ ส่วนที่ว่า “เป็นพระนมเหมือนกัน” ก็คือ สมเด็จพระนารายณ์นั้นทรงมีพระนมตามที่มีชื่อในพงศาวดารอยู่ ๒ ท่าน คือเจ้าแม่วัดดุสิตท่านหนึ่ง และมารดาของพระเพทราชาอีกท่านหนึ่ง ทั้งนี้ตามกฎมนเทียรบาลได้กำหนดตำแหน่ง “พระนม” ไว้ ๓ ตำแหน่ง คือ แม่นมเอก แม่นมโท แม่นมตรี กล่าวกันว่าเจ้าแม่วัดดุสิตนั้นได้เป็นพระนมเอกของสมเด็จพระนารายณ์

ส่วนพระราชพงศาวดารกรุงเก่าได้กล่าวถึงความสนิทสนมกันระหว่างสมเด็จพระนารายณ์กับสองพี่น้องโกษาเหล็กและโกษาปานลูกเจ้าแม่วัดดุสิตในฐานะที่ได้ดื่มน้ำนมร่วมกัน ในคราวที่โกษาเหล็กต้องล้มป่วยถึงแก่ชีวิตดังนี้

“ลุศักราช ๑๐๒๓ ปีฉลูตรีศก ขณะนั้นเจ้าพระยาโกษาธิบดีป่วยลง ทรงพระกรุณาให้พระ หลวง ขุน หมื่น แพทย์ทั้งหลายไปพยาบาล และโรคนั้นเป็นสมัยกาลแห่งชีวิตขัยก็ถึงแก่อนิจกรรม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิอาจกลั้นน้ำพระเนตรไว้ได้ ทรงพระอาลัยในเจ้าพระยาโกษาเป็นอันมาก และเจ้าพระยาโกษาขุนเหล็กคนนี้ เป็นลูกพระนมและได้รับพระราชทานนมร่วมเสวยมาแต่ยังทรงพระเยาว์” (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับความสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส เล่ม ๒. คุรุสภา, ๒๕๐๕, น. ๗๕.)

พระราชพงศาวดารกรุงเก่ายังได้กล่าวถึงนาม “เจ้าแม่วัดดุสิต” ไว้เมื่อคราวหลวงสรศักดิ์ (ต่อมาคือพระเจ้าเสือ) เกิดเรื่องวิวาทกับเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ จนต้องไปขอให้มารดาโกษาเหล็กช่วยเกลี้ยกล่อมสมเด็จพระนารายณ์ให้ทรงเว้นพระราชอาญา

“ฝ่ายหลวงสรศักดิ์ก็ไปเฝ้าเจ้าแม่วัดดุสิต ซึ่งเป็นมารดาเจ้าพระยาโกษาเหล็ก เจ้าพระยาโกษาปาน และเป็นพระนมผู้ใหญ่ของสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว” (กรมพระปรมานุชิต, น. ๙๙)

ต่อมาภายหลังแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ พระราชพงศาวดารกรุงเก่าได้เอ่ยถึงเจ้าแม่วัดดุสิตในนาม “เจ้าแม่ผู้เฒ่า”

พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ช่างเขียนน่าจะได้เค้ารูปหน้าจากภาพลายเส้นเจ้าพระยาโกษาปาน

กล่าวโดยรวมก็คือ ทั้งพระราชนิพนธ์ประถมวงศ์ จดหมายเหตุลาลูแบร์ และพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ไม่ได้กล่าวถึงสายตระกูลของเจ้าแม่วัดดุสิตไว้ว่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์สายไหน นอกจากนี้ยังไม่ได้ยกย่องบุตรของท่านทั้งสองว่ามีเชื้อสายเจ้าแต่ประการใด

เช่นเมื่อคราวที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงเฟ้นหาราชทูตไปกรุงฝรั่งเศสอยู่นั้น โกษาเหล็กก็แนะนำน้องชายถวาย ก็ตรัสเรียกเสมอด้วยไพร่ทั่วไป ไม่ได้ “ไว้เชื้อ” แม้แต่น้อย

“จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งให้หานายปานเข้ามาเฝ้า แล้วตรัสว่า อ้ายปาน มึงมีสติปัญญาอยู่ กูจะใช้ให้เป็นนายกำปั่นไป ณ เมืองฝรั่งเศสสืบดูสมบัติพระเจ้าฝรั่งเศส” (กรมพระปรมานุชิต, น. ๔๓)

จะเห็นได้ว่าเอกสารทั้งหลายที่ยกมานี้ยังไม่พบเบาะแสใดที่พอจะอนุมานได้ว่าเจ้าแม่วัดดุสิตหรือเจ้าแม่ผู้เฒ่า เป็นเชื้อพระวงศ์หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความเป็นเจ้า” ตามความหมายของธรรมเนียมราชตระกูลนั้นนับเอาเฉพาะลูกเธอหรือหลานเธอ นั่นคือไม่ต่ำกว่าพระเจ้าหลานเธอและหม่อมเจ้า จึงยังไม่มีหลักฐานใดพอจะยืนยันได้ว่าเจ้าแม่วัดดุสิตเป็นลูกเธอหรือหลานเธอพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใด

เหลือเพียงเบาะแสเดียวซ่อนอยู่ ที่อาจจะชี้ได้ว่าท่านผู้นี้เป็นเจ้านาย และเป็นเบาะแสเดียวเท่านั้นที่ยึดเป็นหลักฐานได้ คือที่มาของชื่อ “วัดดุสิต” ในชื่อเจ้าแม่วัดดุสิตนั่นเอง

วัดดุสิตาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เบาะแสนี้อยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า เมื่อคราวที่พระราชมารดาเลี้ยงของสมเด็จพระเจ้าเสือขอย้ายออกจากวังหลังจากที่สมเด็จพระเพทราชาสวรรคต ทรงขอย้ายไปประทับที่ที่เคยเป็นที่อยู่ของเจ้าแม่วัดดุสิต ซึ่งไม่ใช่บ้านธรรมดา แต่เป็นที่ประทับเสมอด้วยวังเจ้า

“ในขณะนั้น สมเด็จพระอรรคมเหสีเดิมแห่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงในพระบรมโกศ ซึ่งเป็นพระราชมารดาเลี้ยงของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ได้อภิบาลบำรุงรักษาพระองค์มาแต่ยังทรงพระเยาว์นั้น

ครั้งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จสวรรคตแล้ว จึงทูลลาสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน เสด็จออกไปตั้งพระตำหนักอยู่ในที่ใกล้พระอารามวัดดุสิต และที่พระตำหนักวัดดุสิตนี้เป็นที่พระตำหนักมาแต่ก่อน ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้า และเจ้าแม่ผู้เฒ่าซึ่งเป็นพระนมเอกของสมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้า และเป็นมารดาเจ้าพระยาโกษาเหล็ก โกษาปาน ซึ่งได้ขึ้นไปช่วยกราบทูลขอพระราชทานโทษสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ขณะเป็นที่หลวงสรศักดิ์และชกเอาปากเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ครั้งนั้น และเจ้าแม่ผู้เฒ่านั้นก็ได้ตั้งพระตำหนักอยู่ในที่นั้น

ครั้นแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้และสมเด็จพระราชมารดาเลี้ยงก็เสด็จไปตั้งพระตำหนักอยู่ในนั้นสืบต่อกันไป” (กรมพระปรมานุชิต, น. ๑๘๕)

เนินดินมองเห็นแนวอิฐ ซึ่งอาจเป็นฐานของพระตำหนักวัดดุสิต

หลักฐานชิ้นนี้เป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่าเจ้าแม่วัดดุสิตต้องเป็น “เจ้า” ค่อนข้างแน่ แต่อย่างไรก็ดียังมีปริศนาอีกชิ้นหนึ่งที่ไม่สามารถจะหาคำตอบได้คือ สามีของเจ้าแม่วัดดุสิต หรือพ่อของโกษาปานเป็นใคร หากท่านผู้นี้เป็น “เจ้า” ด้วย ก็สมควรที่จะเรียกที่อยู่ว่าตำหนักเช่นกัน น่าเสียดายว่าท่านผู้นี้ไม่ปรากฏหลักฐานที่เชื่อถือได้พอให้ระบุว่าท่านเป็นใคร ในทำนองกลับกันนั่นอาจแสดงว่าท่านไม่ได้มี “เชื้อ” พอที่จะให้อ้างอิงก็เป็นได้ เพราะการอ้างอิงการสืบเชื้อสาย “เจ้า” ทางสายบิดาย่อมหนักแน่นกว่าทางสายมารดา

ศาลเจ้าแม่วัดดุสิต ใกล้กับเนินดิน

แม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าต้นสายของเจ้าแม่วัดดุสิตเป็นใคร และไม่มีหลักฐานว่าท่านมีสกุลยศอย่างใด แต่เอกสารในชั้นหลังคือหลังรัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา กลับมีการกล่าวอ้างถึงสกุลยศว่าท่านเป็น “หม่อมเจ้า” ในราชวงศ์สุโขทัยพระมหาธรรมราชา เช่นในหนังสือโครงกระดูกในตู้ ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้อ้างถึงหนังสือราชินิกุลบางช้าง พิมพ์แจกในงานฉลองพระราชสมภพครบ ๒๐๐ ปี รัชกาลที่ ๒ ดังนี้

“แรกเริ่มเดิมที ท่าน (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ) เกิดมาในตระกูลขุนนางในกรุงศรีอยุธยา ตระกูลของท่านเป็นตระกูลขุนนางสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน นับแต่เจ้าพระยาโกศาปาน นักรบและนักการทูต ผู้มีชื่อเสียงในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เจ้าพระยาโกศาปานเป็นบุตรเจ้าแม่วัดดุสิต ซึ่งเป็นพระนมของสมเด็จพระนารายณ์ เจ้าแม่วัดดุสิตมีศักดิ์เป็นหม่อมเจ้าในราชวงศ์พระมหาธรรมราชา ซึ่งสืบเชื้อสายมาแต่ราชวงศ์พระร่วงสุโขทัย” (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช. โครงกระดูกในตู้. ๒๕๑๔, น. ๑๘.)

ในเรื่องนี้ท่านยกเจ้าแม่วัดดุสิตให้เป็น “หม่อมเจ้า” ในราชวงศ์พระมหาธรรมราชา แต่ไม่ปรากฏพระนามพระองค์เองและพระสวามี ที่สำคัญคืออ้างถึงการเป็นราชวงศ์ที่สืบเนื่องมาจากราชวงศ์พระร่วง

เอกสารชั้นหลังเหล่านี้ล้วนเป็นลักษณะคำบอกเล่าโดยพิสดาร โอกาสที่จะถูกต้องและผิดพลาดมีได้เท่าๆ กัน

เรื่องเจ้าแม่วัดดุสิต ยังไปปรากฏในประวัติตระกูล “อิศรางกูร” ที่น่าสนใจก็คือเอกสารชิ้นนี้ระบุชื่อของเจ้าแม่ผู้เฒ่าไว้และยังระบุนามพระราชบิดาไว้อีกด้วย

“เจ้าแม่วัดดุสิตจะมีนามว่ากระไรแน่นั้น หลักฐานกล่าวไว้ไม่ตรงกัน บางแห่งกล่าวว่าชื่อหม่อมเจ้าหญิงบัว มีเชื้อสายพระร่วงสุโขทัย บางหลักฐานก็กล่าวว่าชื่อหม่อมเจ้าหญิงอำไพ ราชธิดาของสมเด็จพระเอกาทศรถ” (อิศรางกูร. พิมพ์ในงานฌาปนกิจ ม.ล.ปุย อิศรางกูร, ๒๕๑๗.)

เรื่องชื่อเจ้าแม่วัดดุสิตนี้บังเอิญตรงกับพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ในหนังสือ ราชินิกูล รัชกาลที่ ๕ ดังนี้

“พระบุรพชนทางพระชนก พระบุรพชนเป็นพระบรมราชวงศ์จักรี มาแต่หม่อมเจ้าบัว คือที่สมญาว่า “เจ้าแม่วัดดุสิต” เป็นราชตระกูลครั้งกรุงทวารวดี”

นอกจากนี้ยังมีเอกสารของ ม.ล.มานิจ ชุมสาย ที่กล่าวว่าเป็น “บันทึกของบรรพบุรุษ” ตกทอดมายังท่าน มีเรื่องราวของเจ้าแม่วัดดุสิตดังโดยพิสดารอีกสายหนึ่งคือ แม้จะไม่ทราบชื่อท่าน แต่ก็ทราบนามของชาวมอญต้นสกุลจักรีที่ตามสมเด็จพระนเรศวรมายังกรุงศรีอยุธยา

“แม่ทัพมอญคนหนึ่งมีนามว่า พระยาเกียรติ ได้ติดตามสมเด็จพระนเรศวรเข้ามารับราชการกับไทย ลูกหลานคนหนึ่งของพระยาเกียรติ (ไม่ได้บอกว่ามีชื่อว่าอะไร) ได้แต่งงานกับเจ้าแม่วัดดุสิต (ไม่ได้บอกชื่อเดิมอีกเหมือนกัน) ซึ่งเป็นพระนาง มีตำแหน่งสูงในพระราชวัง” (ประวัติโกษาปานและบันทึกการเดินทางไปฝรั่งเศส. คณะกรรมการพิจารณาและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์, ๒๕๓๐, น. ๑๓.)

ตามหลักฐานที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าเจ้าแม่วัดดุสิตนั้นหมดโอกาสที่จะเป็นพระเจ้าลูกเธอของพระเจ้าแผ่นดินแน่ เนื่องจากสกุลยศต่ำสุดของพระเจ้าลูกเธออันเกิดแต่นางสนมนั้นก็เป็นถึงพระเยาวราช ตำแหน่งนามไม่ใช่น้อยเช่นนี้ ไม่สมควรที่ผู้จดพระราชพงศาวดารจะละเลยกล่าวถึงสกุลยศของพระองค์ หรือไม่ควรละเว้นการกล่าวย้อนไปถึงพระราชบิดาของพระองค์

อีกกรณีหนึ่งคือทรงเป็นหม่อมเจ้า คือเป็นหลานเธอของพระเจ้าแผ่นดิน หากเป็นในแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชา เจ้าแม่วัดดุสิตก็มีโอกาสเป็นพระธิดาของพระนเรศวร หรือพระเอกาทศรถ ก่อนที่ทั้งสองพระองค์นี้จะทรงครองราชย์ หากเป็นในแผ่นดินรัชกาลสมเด็จพระนเรศวร ก็ไม่น่าจะเข้าข่ายที่จะเป็นหม่อมเจ้าได้ ด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถทรงเป็นวังหน้าอยู่ในขณะนั้น พระธิดาสมควรที่จะได้เป็นพระองค์เจ้า

หากเป็นในแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ ก็มีโอกาสที่พระธิดาของเจ้าฟ้าสุทัศน์หรือพระศรีเสาวภาคย์ได้ เพียงแต่พระราชพงศาวดารจดเรื่องของสองพระองค์นี้ไว้น้อยนัก ยากจะสันนิษฐานประการใดได้

แต่ยังมีปัญหาตามมาอีกคือ หากทรงมีพระชาติกำเนิดที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ เหตุใดเอกสารชั้นกรุงศรีอยุธยาหรือเอกสารตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ ขึ้นไป จึงไม่พยายามเอ่ยถึงที่มาที่ไปของพระองค์ พระนามจริง แม้แต่พระนามของพระสวามี และหากทรงมีพระชาติกำเนิดสูงถึงระดับลูกหลวง หลานหลวง จะเป็นไปได้หรือที่พระสวามีจะเป็นเพียงขุนนางมอญที่ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ โอกาสเช่นนี้แทบจะไม่เกิดขึ้นในธรรมเนียมราชตระกูลในสยามประเทศ

ในทำนองเดียวกันหากพระสวามีเป็นเชื้อพระวงศ์ ก็จำเป็นจะต้องมีศักดิ์เสมอด้วยพระองค์จึงจะมีพระราชานุญาตให้อภิเษกสมรสได้ ซึ่งถ้าเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง เหตุใดพระราชพงศาวดารจึงเว้นที่จะกล่าวถึง “ฝ่ายชาย” อย่างน่าสงสัย เพราะโอกาสที่ “ผู้หญิง” จะปรากฏในพระราชพงศาวดารไทยนั้นมีน้อยยิ่งนัก

หลักฐานเรื่องเจ้าแม่วัดดุสิตนั้นยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าพระองค์เป็นใครกันแน่

แต่มีข้อน่าสังเกตถึงเรื่องราวของเจ้าแม่วัดดุสิตที่ก่อให้เกิดความแตกต่างเป็น ๒ ส่วนอย่างชัดเจน ส่วนแรกคือหลักฐานตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ ขึ้นไป คือประเภทจดหมายเหตุชาวต่างประเทศ หรือพระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับต่างๆ ไม่ได้กล่าวถึงที่มาที่ไปของเจ้าแม่วัดดุสิตไว้แม้แต่น้อย รวมไปถึง “ความเป็นเจ้า” ของพระองค์ด้วย รวมไปถึงพระราชนิพนธ์ พระราชหัตถเลขารัชกาลที่ ๔ ที่ไม่มีการกล่าวถึงเจ้าแม่วัดดุสิตเลย

อีกส่วนหนึ่งคือเอกสารหลังรัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา กลับกล่าวถึงเจ้าแม่วัดดุสิต ทั้งพระนาม เชื้อสาย และความเป็นวงศ์พระร่วงของพระองค์

ผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่ทำให้หลักฐานหลังรัชกาลที่ ๔ มีการกล่าวถึงเจ้าแม่วัดดุสิตอย่างละเอียดลออมากขึ้น และอาจเป็นต้นเหตุของเรื่อง “เชื้อเจ้า” ทั้งปวงนี้ ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ในพระราชวงศ์พระองค์ใด แต่กลับเป็นบุคคลที่นักประวัติศาสตร์ในพระราชวงศ์ไม่เคยยอมรับและประณามว่าเป็นจอมโกหก

บุคคลที่ว่านี้คือ ก.ศ.ร.กุหลาบ!

หนังสือปฐมวงศ์ ฉบับของ ก.ศ.ร.กุหลาบ และหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษ ซึ่งเชื่อว่า ก.ศ.ร.กุหลาบเป็นผู้แต่งนั้น กล่าวถึงเจ้าแม่วัดดุสิตไว้เป็นสำนวนเดียวกัน โดยอ้างที่มาของเรื่องทั้งหมดไว้ในบานแผนกหนังสือปฐมวงศ์ว่

“หนังสือปฐมวงศ์พระเจ้าแผ่นดินกรุงเทพ เป็นเรื่องราวกล่าวด้วยมูลเหตุอภินิหารท่านผู้เป็นบรรพบุรุษ ต้นฉบับนั้นได้คัดแต่หนังสือหอหลวง นายกุหลาบทูลเกล้าฯ ถวาย นายกุหลาบว่าคัดแต่ฉบับกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส วัดพระเชตุพน” (“อภินิหารบรรพบุรุษและปฐมวงศ์,” ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ. ๒๕๔๕, น. ๖๗.)

หนังสือปฐมวงศ์ ฉบับ ก.ศ.ร.กุหลาบ กล่าวถึงต้นสายราชวงศ์จักรีไว้คล้ายกับหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษ โดยกล่าวถึงความเป็นมาของเจ้าแม่วัดดุสิตไว้ เหมือนกับเอกสารชั้นหลังที่คงจะอาศัยหนังสือ ๒ เล่มนี้เป็นต้นแบบอ้างอิง เรื่องเจ้าแม่วัดดุสิตในหนังสือปฐมวงศ์ มีดังนี้

“เริ่มความในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระศรีสรรเพชญ บรมราชาธิราชปราสาททอง ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ ๒๕ พระองค์ ในกรุงเทพมหานคร บวรทวาราวดีศรีอยุทธยา ปรากฏเป็นข้อต้น

พระเจ้าปราสาททองมีพระราชโอรสกับพระราชเทพีพระองค์หนึ่ง เป็นพระราชกุมารทรงพระนามว่าสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านารายณ์ราชกุมาร ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นพระราชบิดา จึ่งพระราชทานพระนมนางองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นหม่อมเจ้าหญิงในราชนิกูลพระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้เป็นพระนมของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านารายณ์ราชกุมาร เป็นพระนมเอกนั้น ไว้ทรงอภิบาลทะนุบำรุงเจ้าฟ้านารายณ์มาแต่ทรงพระเยาว์จนทรงพระเจริญ เป็นทั้งพระพี่เลี้ยงแลพระนม ด้วยพระราชชนนีของพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านารายณ์ราชกุมารนั้น ทิวงคตแต่เมื่อประสูติได้เก้าวัน เพราะเหตุนั้นสมเด็จพระนารายณ์จึ่งได้ทรงรักใคร่นับถือเหมือนพระราชมารดา

ครั้นเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้านารายณ์ได้เสด็จขึ้นเถลิงสิริราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินในที่ ๒๘ พระองค์ ในกรุงศรีอยุทธยา ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระบรมราชา รามาธิบดีศรีสรรเพชญ พระนารายณ์เป็นเจ้าๆ จึ่งทรงตั้งหม่อมเจ้าพระนมนางขึ้นเป็นพระองค์เจ้า แล้วทรงสร้างวังมีตำหนักตึก ที่ริมวัดดุสิดาราม นอกกำแพงพระนคร ถวายพระองค์เจ้าพระนมนางให้เสด็จประทับเป็นที่สำราญพระทัย ครั้งนั้นคนเรียกว่าเจ้าแม่วัดดุสิต ตามที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงเรียกว่าเจ้าแม่วัดดุสิตๆ มีบุตรมาแต่เดิมนั้น ๒ คนเป็นชาย คนใหญ่ชื่อคุณเหล็ก คนที่ ๒ ชื่อคุณปาล” (อภินิหารบรรพบุรุษและปฐมวงศ์, น. ๖๗-๖๘)

ก.ศ.ร.กุหลาบ

หนังสือปฐมวงศ์กับหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษ ของ ก.ศ.ร.กุหลาบ ได้ให้คำตอบเรื่องความเป็น “เจ้า” ของเจ้าแม่วัดดุสิตไว้ คือนอกจากจะบอกให้รู้ว่าทรงเป็นหม่อมเจ้าอยู่แต่เดิมและได้ยกเป็นพระองค์เจ้าภายหลัง และเรื่องนี้น่าจะเป็น “ต้นทาง” ให้เอกสารรุ่นหลังใช้เป็นแนวทางในการเดินตาม คือต่อเติมลากสายสัมพันธ์กับพระราชวงศ์ต่างๆ จนสับสนไปหมด

สำหรับพระนามแท้จริงของเจ้าแม่วัดดุสิตนั้นถึงบัดนี้ยังคงต้องถือว่าเป็นปริศนาชิ้นโตของประวัติราชวงศ์จักรีที่ยังคลี่คลายไม่ได้ จะอาศัยอ้างอิงพระนามจากเอกสารรุ่นหลังก็เลื่อนลอยเต็มที

ส่วนคำตรัสเรียกว่า “เจ้าแม่วัดดุสิต” ของสมเด็จพระนารายณ์ ก็เป็นคำตอบที่ดีที่สุดอีกชั้นหนึ่ง คือเป็นพระนามโดยตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมนิยมที่คนรุ่นก่อนจะไม่เรียกชื่อกันตรงๆ เช่น สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ เป็นต้น และคำตรัสเรียก “เจ้าแม่วัดดุสิต” ก็ถือเป็นการยืนยันจากสมเด็จพระนารายณ์เป็นอย่างดีว่าท่านผู้นี้เป็น “เจ้า” จริงๆ

คือ คำเรียก “เจ้าแม่” นั้นไม่ได้หมายความอย่างเดียวกับ “เจ้าพ่อ” นักเลงโต แต่ย่อมหมายถึงเจ้าที่เป็นแม่นั่นเอง หากนำไปรวมกับเรื่องการเรียกที่อยู่ว่าพระตำหนัก ตามหลักฐานในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ก็ย่อมแสดงถึงที่ประทับของเจ้านาย ทำให้เรื่องนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น

เหลือปริศนาเรื่องการเป็น “หม่อมเจ้า” ของเจ้าแม่วัดดุสิตว่าสมควรจะยุติได้หรือไม่นั้น ปัญหาอยู่ที่ว่าคราวนี้จะยอมเชื่อ ก.ศ.ร.กุหลาบ หรือไม่เท่านั้นเอง?!?

 ที่มา : หนังสือปฐมวงศ์กับหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษ ของ ก.ศ.ร.กุหลาบ