การปฏิวัติดอกมะลิ(Jasmine Revolution) : ขอขอบคุณข้อมูลที่นำมาจากเอกสารศึกษาของท่านอาจารย์ นภาพร เกาะทอง ท่านสามารถอ่านเอกสารทั้งหมดได้ที่ : http://www.pw.ac.th/emedia/media/social/global_napaporn/globalEdUnit6.pdf
การปฏิวัติดอกมะลิ(Jasmine Revolution) : ขอขอบคุณข้อมูลที่นำมาจากเอกสารศึกษาของท่านอาจารย์ นภาพร เกาะทอง ท่านสามารถอ่านเอกสารทั้งหมดได้ที่ : http://www.pw.ac.th/emedia/media/social/global_napaporn/globalEdUnit6.pdf
การปฏิวัติประชาชน
ย้อนรอยการรัฐประหารไทย แต่ละครั้ง ประเทศชาติได้อะไร ?
90 ปีแห่งการปกครองระบอบเผด็จการในประเทศไทย
24 มิถุนายน 2475
เป็นวันที่คณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงการปกครอง และ
คณะราษฎร์ เปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ วันที่ 24
มิถุนายน พ.ศ. 2475 ได้กระทำการ 2
เรื่อง คือ
1. เปลี่ยนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย
2. เปลี่ยนระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการรัฐสภา
อย่างแรกเป็นคุณความดีที่คนไทยจะต้องระลึกถึง
อย่างหลังเป็นความเลวร้ายที่คนไทยสาปแช่งจนถึงปัจจุบัน
เมื่อพูดถึงคณะราษฎร์
เรามักจะพูดถึงแต่การเปลี่ยนแปลงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย
แต่เมื่อคณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการเรามักไม่พูดถึง
มีแต่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชการที่ 7 พระองค์เดียวทรงอธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน
เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราษย์เป็นระบอบประชาธิปไตยนั้น
รัชกาลที่ 7 ทรงสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มที่
เพราะพระองค์ทรงมีพระราชดำริมาก่อนแล้วที่จะทำการเปลี่ยนแปลงเช่นนั้น
ในวันที่ 24
มิถุนายน 2475 คณะราษฎร์ได้ยกเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
และสถาปนาการปกครองระบอบประชาธิปไตยขึ้นแทน นำเอาระบบรัฐสภามาใช้
และประกาศฯนโยบายหลักเรียกว่าหลัก 6 ประการ
ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของประเทศชาติและประชาชน
และสามวันต่อมาก็ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตราแรกว่า “ อำนาจสูงสุดของประเทศนั้น
เป็นของราษฎรทั้งหลาย ” เหล่านี้ทำให้คณะราษฎร์และองค์กรแห่งอำนาจอธิปไตยเหล่านั้น
มีฐานะเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย นั่นคือการเปลี่ยนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย
ทั้งหมดนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่น
ด้วยความสนับสนุนช่วยเหลือของรัชกาลที่ 7
ซึ่งทรงรับเป็นพระมหากษัตริย์ตามคำขอร้องของคณะราษฎร์
หลังจากสถาปนาระบอบประชาธิปไตยขึ้นแล้ว
คณะราษฎร์ก็เริ่มเขวออกนอกทาง เริ่มแสดงความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง ละทิ้งนโยบายประชาธิปไตยในทางปฏิบัติ
ซึ่งทำให้คณะราษฎร์หมดฐานะของความเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย
และในที่สุดยกเลิกหลักประชาธิปไตยที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
โดยเปลี่ยนความว่าอำนาจสูงสุดของประเทศ (อำนาจอธิปไตย ) เป็นของ ปวงชน
มาเป็นอำนาจอธิปไตย มาจาก ปวงชน เพื่อหลอกลวงประชาชนว่า
เมื่อมีการเลือกตั้งก็เป็นประชาธิปไตย
กระบวนการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการนี้คณะราษฎร์เริ่มกระทำตั้งแต่ปฏิวัติประชาธิปไตยเสร็จใหม่
ๆ และแสดงออกมาอย่างเป็นทางการโดยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับวันที่ 10
ธันวาคม 2475 ซึ่งได้ยกเลิกหลักการปกครองอันเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย
โดยเปลี่ยนคำว่าอำนาจอธิปไตย เป็นของ ปวงชน เป็นอำนาจอธิปไตย มาจาก ปวงชน
ฉะนั้นวันที่ 10
ธันวาคม 2475
จึงเป็นวันเปลี่ยนระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการ ตรงกันข้ามกับวันที่ 24
มิถุนายน 2475 ซึ่งเป็นวันเปลี่ยนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย
การที่คณะราษฎร์เปลี่ยนระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการนี้
รัชกาลที่ 7 ทรงคัดค้านอย่างรุนแรง
ดังตัวอย่างพระราชบันทึกบางตอนซึ่งทรงเสนอต่อรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ พ.ศ. 2477
ดังนี้
“ ข้าพเจ้าของชี้แจงเสียโดยชัดเจนว่า
เมื่อพระยาพหลฯ และคณะผู้ก่อการฯ ขอร้องให้ข้าพเจ้าคงอยู่ครองราชสมบัติ
เป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญนั้น ข้าพเจ้ายินดีรับรอง
ก็เพราะเข้าใจและเชื่อมั่นว่า คณะผู้ก่อการ ต้องการจะสถาปนาการปกครองแบบ “ ประชาธิปไตย
” หรือ Democratic Government ตามแบบอย่างของประเทศอังกฤษ
และประเทศอื่น ซึ่งมีพระมหากษัตริย์ปกครองภายใต้อำนาจอันจำกัดโดยรัฐธรรมนูญ
ข้าพเจ้าก็ได้คิดการที่จะบรรดาลให้เปลี่ยนแปลงนั้น
เป็นไปโดยราบรื่นที่สุดที่จะเป็นไปได้
และได้กล่าวถึงความประสงค์นั้นโดยเปิดเผยหลายครั้งหลายหน โดยเหตุนี้
เมื่อคณะผู้ก่อการฯ ขอร้องให้ข้าพเจ้าเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ
ข้าพเจ้าจึงรับรองทันที โดยไม่มีเหตุขัดข้องอยางใดเลย
ครั้นต่อมาในระหว่างที่กำลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรอยู่
ข้าพเจ้าก็ได้พยายามตักเตือนและโต้เถียงกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอยู่ตลอดเวลา
ว่าควรถือหลัก Democracy อันแท้จริงจึงจะถูก
ถ้ามิฉะนั้นจะทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นแก่ประชาชน
ซึ่งส่วนมากต้องการให้มีการปกครองแบบ Democracy อันแท้...ต่อมาข้าพเจ้าได้ยินคำติเตียนหลักการอันนั้นในรัฐธรรมนูญ
(สมาชิกประเภทที่สองเท่ากับประเภทที่หนึ่ง – ผู้เขียน)
และหลักการอันนี้เป็นเหตุให้มีคนไม่พอใจในคณะรัฐบาลเป็นอันมากจนมีการริเริ่มจะล้มรัฐบาลเสียด้วยพละการ
เพื่อแก้ไขหลักการข้อนี้ตั้งแต่ก่อนกระทำพิธีการพระราชทานรัฐธรรมนูญ...(เวลานี้
ส.ว. มีจำนวนถึงสามในสี่ของ ส.ส. หนักกว่าสมัยโน้นเสียอีก – ผู้เขียน)...การปกครองที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้เป็นลัทธิเผด็จการทางอ้อม
ๆ ไม่ใช่ Democracy จริง ๆ เลย...เป็นการผิดหลักผิดทางของลัทธิ Democracy
โดยแท้...ข้าพเจ้าได้พูดไว้นานแล้วว่าข้าพเจ้าจะยอมสละอำนาจของข้าพเจ้าให้แก่ราษฎรทั้งปวง
แต่ไม่สมัครที่จะสละอำนาจให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือคณะใดคณะหนึ่ง เว้นแต่จะรู้ว่าเป็นความประสงค์ของประชาชนอันแท้จริงเช่นนั้น
” (จากพระราชบันทึกของรัชกาลที่ 7
เพื่อ พ.ศ. 2477 )
และเมื่อไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคณะราษฎร์ได้
รัชกาลที่ 7 ก็ทรงสละราชสมบัติ
ซึ่งทรงประกาศไว้ตอนหนึ่งว่า “ ข้าพเจ้าไม่สามารถจะยินยอมให้บุคคลหรือคณะใด
ดำเนินการปกครองวิธีนี้ ในนามของข้าพเจ้า ”
สมเด็จพระปกเกล้าทรงสนับสนุนช่วยเหลือคณะราษฎร์
เมื่อคณะราษฎร์ยกเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และสถาปนาการปกครองระบอบประชาธิปไตย
แต่เมื่อคณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการและพระองค์ไม่สามารถจะทัดทาน
จึงทรงสละราชสมบัติ
คณะราษฎร์เปลี่ยนระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่
10 ธันวาคม 2475
และเปลี่ยนเป็นระบอบเผด็จการสมบูรณ์แบบเมื่อ พลตรี หลวงพิบูลสงคราม
ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อ พ.ศ. 2481 โดยใช้รูปของเผด็จการรัฐสภา ครั้นถึง
พ.ศ. 2490 ก็เปลี่ยนเป็นระบอบเผด็จการรัฐประหาร
และตั้งแต่นั้นมาระบอบเผด็จการของประเทศไทยก็สลับกันระหว่างระบอบเผด็จการรัฐประหารกับระบอบเผด็จการรัฐสภามาจนถึงปัจจุบัน
ไม่เคยกลับไปเป็นระบอบประชาธิปไตยอีกเลย กล่าวจากแง่นี้ปัจจุบันนี้
ตัวแทนประชาชนไม่มีเลยมีแต่แต่งตั้ลล้วนๆ หนักกว่าสมัยรัชกาลที่ 7
ทรงคัดค้านถึงกับต้องสละราชสมบัติ
ซึ่งมีจำนวนสมาชิกประเภทที่สองเท่ากับประเภทที่หนึ่งเท่านั้น
แต่เมื่อคณะราษฎร์เปลี่ยนระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการแล้วก็ยิ่งโหมการโฆษณาว่าเป็นระบอบประชาธิปไตย
จนถึงกับมีการสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และสถานีวิทยุท่องรัฐธรรมนูญทุกวันนั้น
แบบเดียวกับการปฏิวัติประชาธิปไตยของจีน ซึ่งหลังจากพรรคก๊กมินตั๋งซึ่งนำโดย
ดร.ยัดเซ็นทำเสร็จแล้วไม่นาน นายพลยวนชีไขและจอมพลเจียงไคเช็ค
ในนามของพรรคก๊กมินตั๋งก็เปลี่ยนระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการเสียโดยการโฆษณาเป็นการใหญ่ว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยตามหลักคำสอนของซุนยัดเซ็นและไม่เคยกลับไปเป็นระบอบประชาธิปไตยอีกเลย
จนกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนโค่นระบอบเผด็จการนั้นลงเสียเมื่อ พ.ศ. 2492
ตั้งแต่วันที่ 24
มิถุนายน 2475 เมืองไทยมีระบอบประชาธิปไตยอยู่เพียงช่วงสั้นๆ
จากนั้นจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 90
ปีแล้วเป็นระบอบเผด็จการมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน
(ข้อมูลจากแฟ้มเอกสารของท่านอาจารย์ประเสริฐ
ทรัพย์สุนทร)
edit:thongkrm_virut@yahoo.com
หอสมุดบังเอิญพบ “หนังสืออาบยาพิษ” (3 เล่ม) อายุกว่า 400 ปี แต่พิษที่เคลือบนั้นไม่จางลงเลย
เมื่อปี 2018 นักวิจัยบังเอิญพบหนังสือโบราณ ที่ถูกเขียนขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16-17 จำนวน 3 เล่ม ณ หอสมุดของมหาวิทยาลัยเซาท์เทิร์นเดนมาร์ค ระหว่างที่กำลังศึกษาหนังสือประวัติศาสตร์จากยุคกลาง พบว่าปกของหนังสือทั้ง 3 เล่ม ถูกเคลือบด้วยสารพิษที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ด้วยเหตุนี้มันจึงถูกยกให้เป็นคอลเลคชั่นหนังสือที่อันตรายที่สุดในโลก
โดยจุดเริ่มต้นของการค้นพบหนังสือชุดนี้ เกิดจากนักวิจัยทราบว่าห้องสมุดแห่งนี้ เก็บรวบรวมหนังสือจากยุคกลางที่ใช้กระดาษรีไซเคิลมาทำปกหนังสือเป็นจำนวนมาก ซึ่งกระดาษรีไซเคิลเหล่านั้นล้วนแต่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น เช่น สำเนากฎหมายของโรมัน เป็นต้น
จนกระทั่ง พวกเขาพบกับหนังสือที่ปกถูกเคลือบด้วยสารสีเขียวบางอย่างจนมองไม่เห็นข้อความบนปก ด้วยความสงสัย จึงนำไปตรวจสอบด้วยการเอ็กซ์เรย์แบบ Micro-XRF เป็นเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมี ซึ่งมันจะช่วยให้หมึกที่อยู่ใต้สารสีเขียวเด่นชัดขึ้นจนสามารถอ่านได้
แต่ทว่านักวิจัยกลับพบสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่า ก็คือสารสีเขียวที่เคลือบอยู่นั้นคือ สารหนู (Arsenic) หนึ่งในสารพิษที่อันตรายที่สุดในโลก ที่หากสัมผัสหรือสูดดม อาจทำให้เกิดมะเร็งหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่สารพิษชนิดนี้ก็ไม่ได้เสื่อมฤทธิ์ไปตามกาลเวลาแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม โชคดีที่หนังสือทั้งสามเล่มนี้ ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อวางยาหรือรอบสังหาร แต่ใช้เพื่อป้องกันแมลงมากินกระดาษ ทำให้สารที่ถูกเคลือบนั้นไม่เข้มข้นมากพอจะทำให้มนุษย์เสียชีวิตได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็นับว่ายังเป็นหนังสือที่อันตรายอยู่ดี ซึ่งปัจจุบัน ห้องสมุดได้เก็บหนังสือทั้งหมดไว้ในกล่องที่ปิดมิดชิดพร้อมป้ายเตือน และสำหรับเนื้อหาของปกหนังสือหลังจากผ่านการสแกนแล้ว พบว่ามันถูกเขียนด้วยภาษาละตินและยังไม่ได้รับการถอดความ แต่คาดว่าในอนาคต ทางห้องสมุดจะทำการเปิดเผยเนื้อหาในรูปแบบดิจิตอลครับ
เพิ่มเติม – ในอดีตช่วงศตวรรษที่ 19 บริษัท Paris Green ผู้ผลิตสีรายใหญ่ในฝรั่งเศส ใช้สารหนูมาทำสีเขียวขาย เนื่องจากมันมีสีสันสดใสทนทาน ไม่จืดจางตามกาลเวลา โดยถูกนำใช้ในงานศิลปะ และสิ่งทอจำนวนมาก นั่นจึงเป็น 1 ในสาเหตุที่ว่าทำไมผลงานศิลปะหลาย ๆ ชิ้นที่แม้จะเก่าแก่แต่สีก็ยังคงสดแจ่ม นั้นหมายความว่า ผลงานศิลปะหลาย ๆ ชิ้นที่ถูกสร้างขึ้นในยุคนั้นล้วนแต่มีพิษทั้งสิ้น
Fact – ในปี ค.ศ.1980 มีนวนิยายเรื่อง The Name of the Rose ของ อุมแบร์โต เอโก นักเขียนชื่อดังชาวอิตาลี ที่เนื้อหาว่าเรื่องด้วยของการวางแผนฆาตกรรมในโบสถ์ ด้วยการเคลือบสารหนูบนปกหนังสือ ซึ่งใครก็ตามที่มาสัมผัสหรือเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ สารพิษจะติดไปกับนิ้วมือ และเมื่อใดก็ตามที่เผลอใช้มือหยิบจับอาหาร เช็ดจมูก สารพิษจะเข้าสู่ร่างกายและคน ๆ นั้นจะตายทันที
เครดิต : © Newspaper WordPress Theme by TagDiv
นับตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา นักโบราณคดีจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติยิบรอลตาร์ได้ทำการสำรวจ “ถ้ำแวนการ์ด” (Vanguard Cave) ซึ่งเป็นถ้ำ 1 ใน 4 ของกลุ่มถ้ำที่ประกอบกันเป็นโขดหินยิบรอลตาร์ (Rock of Gibraltar) เพื่อกำหนดขนาดที่แท้จริงของถ้ำและสำรวจห้องหับที่ยังคงอาจลงเหลืออยู่ภายในถ้ำ ทว่าล่าสุด พวกเขาก็ได้เจอห้องที่ถูกปิดตายมานานกว่า 40,000 ปี ซึ่งภายในมีหลักฐานของมนุษย์ “นีแอนเดอร์ทัล” อยู่ด้วย
ถ้ำแวนการ์ด
“มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล” (Neanderthals) เป็นญาติสนิทของมนุษย์ยุคปัจจุบัน แต่สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว โดยในครั้งนี้นักโบราณคดีได้ค้นพบห้องที่ถูกปิดผนึกด้วยทรายและตะกอน และมีแนวโน้มว่ามนุษย์ยุคนีแอนเดอร์ทัลจะใช้ห้องดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยในช่วงที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ในทวีปยูเรเซีย หรือเมื่อ 200,000 ถึง 40,000 ปีก่อน
โดยห้องที่ค้นพบนั้น อยู่ตรงบริเวณหลังคาของถ้ำแวนการ์ด มีประตูเป็นโพรงที่ต้องคลานเข้าไปเท่านั้น ก่อนจะพบห้องขนาดยาว 13 เมตร สูง 1.8 เมตร ภายในเต็มไปด้วยหินงอก-หินย้อยจำนวนมาก ขึ้นอยู่บริเวณพื้นห้องและเพดานห้อง รวมทั้งซากของสัตว์หลายชนิด อาทิ แมวป่าลิงซ์, ไฮยีนา และแร้งกริฟฟอน นอกจากนี้ยังมีรอยขีดข่วนของกรงเล็บจากสัตว์ชนิดหนึ่งบนกำแพงห้อง อีกทั้งร่องรอยของการเกิดแผ่นดินไหวโบราณในห้องนี้ด้วย
ภาพจำลองของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล
แต่สิ่งที่ดูจะทำให้นักโบราณคดีตื่นเต้นที่สุดคือ การค้นพบหอยทากทะเลในห้องดังกล่าว ทั้งที่จริงแล้วห้องนี้อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 20 เมตร แถมเมื่อ 40,000 ปีก่อน ระดับน้ำทะเลยังต่ำกว่าปัจจุบัน รวมถึงยังมีชิ้นส่วนกระดูกของแมวน้ำ วาฬ และโลมา ดังนั้น นักโบราณคดีจึงสันนิษฐานว่าการพบซากสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลอาจเป็นตัวบ่งชี้ว่า มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมีความสามารถในการล่าสัตว์จากท้องทะเลได้
ทั้งนี้ ในตลอดระยะเวลา 9 ปีของการสำรวจ นักโบราณคดีเคยพบเศษซากและร่องรอยการอยู่อาศัยที่น่าสนใจของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลหลายอย่าง เช่น ฟันของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลที่น่าจะอายุประมาณ 4 ขวบ ซึ่งน่าจะถูกไฮซีนาจู่โจมและลากมากินข้างใน ตลอดจน อุปกรณ์ก่อไฟ เครื่องมือหิน เครื่องประดับ และชุดที่ทำจากซากสัตว์ รวมไปถึงร่องรอยการแกะสลักหินที่อาจเป็นงานศิลปะของมนุษย์ยุคแรก ๆ
(ภาพใหญ่) ภาพภายนอกของถ้ำที่รวมต่อกันเป็นโขดหินยิบรอลตาร์, (ภาพเล็กบน) รอยข่วนของสัตว์กินเนื้อที่ค้นพบในถ้ำ, (ภาพเล็กล่าง) รอยแกะสลักของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล
ไคลฟ์ ฟินเลย์สัน ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์แห่งชาติยิบรอลตาร์กล่าวว่า “การค้นพบในครั้งนี้และตลอด 9 ปีที่ผ่านมา กำลังเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่ผู้คนมีต่อมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลว่าเป็นพวกสมองทึบ ดุร้าย และคล้ายกับลิง เพราะสิ่งที่เราค้นพบนั้นสะท้อนว่าพวกเขามีความสามารถมากพอที่จะทำเกือบทุกสิ่งอย่างที่มนุษย์สมัยใหม่ทำได้ ซึ่งนั่นคือตัวบ่งชี้ว่าพวกเขามีความเป็นมนุษย์ในทุก ๆ ด้าน”
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการค้นพบเศษซากของสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ มากมาย แต่ยังไม่มีการค้นพบโครงกระดูกของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลในครั้งนี้ ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่า การสำรวจของพวกเขาเป็นมากกว่าการค้นหาโครงกระดูก แต่มันเป็นการค้นหาว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเป็นใคร อาศัยอยู่อย่างไร และสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ได้อย่างไร ซึ่งกว่าจะรู้คำตอบก็อาจจะต้องใช้เวลาในการขุดค้นยาวนานอีกกว่าหลายทศวรรษจึงจะแล้วเสร็จ
ขอขอบคุณข้อมูล : © Newspaper WordPress Theme by TagDiv